หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

(013) อัศจรรย์ย้อนรอยธรรม ป่าหุบใหญ่ เมืองลับแล




ตอนที่ 1
"ปฐมบท" แห่งป่าหุบใหญ่
22 มกราคม 2557
ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือ ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนอนภาวนา จิตสงบคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตได้ออกไปท่องเที่ยวในภพภูมิอีกมิติหนึ่ง ถึงเมืองบังบด หรือที่เรียกกันว่า "เมืองลับแล" ภาพแรกที่เห็น คือ มีทางเดินตัดลึกเข้าไปในพื้นดิน เดินเข้าไปไม่นาน ก็เห็นทางสามแพร่ง จึงเลือกเดินเข้าไปทางซ้ายก่อน เดินเข้าไปได้สักพัก จึงเจอหมู่บ้าน แต่ภายในใจบอกว่า สถานที่นี่ มิใช่บ้านเมืองของมนุษย์ จึงเดินต่อไป ไม่นานก็ได้พบกับชาวบ้าน แต่แปลกที่ผู้คน ดูหน้าตาผิวพรรณงดงาม กิริยาก็ดูแตกต่างจากชาวมนุษย์ จึงถามพวกเขาไปว่า "ที่นี่ที่ไหน" เขาตอบว่า "เมืองบังบด" บุรุษผู้นี้จึงถามเขาต่อไปว่า "แล้วความเป็นอยู่ ยังทำมาหากิน และทำบุญใส่บาตรเหมือนกันกับมนุษย์ไหม" ชาวบังบดตอบว่า "เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงมิติของภพภูมิที่อยู่"
พอเดินไปถึงกลางหมู่บ้าน ก็ปรากฏภาพถ่ายพระเกจิแขวนอยู่ แต่ก็แปลก เพราะภาพพระเกจินั้น เคลื่อนไหวได้ ท่านหมุนกายหันหน้ามองตาม บุรุษผู้นี้จึงเอ่ยในใจว่า "เราจะไม่เป็นพระเกจิผู้มีฤทธิ์เช่นท่าน" พระนั้นถึงกับทำหน้าสลด แล้วบุรุษจึงเดินจากไป
ต่อมา บุรุษผู้นี้เหลือบไปเห็นข้าวของมากมาย คล้ายกันกับพิพิธภัณฑ์ ในนั้นเห็นมีภาพคล้ายโปสเตอร์อยู่จำนวนหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดู เห็นมีภาษาเป็นตัวอักษรอยู่ในภาพด้วย แต่เป็นตัวอักษรที่ไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์ ต่อมา เห็นภาพคล้ายเจดีย์อยู่บนทุ่งนา บุรุษผู้นี้สงสัยจึงถามพวกเขาไปว่า "นั่นคืออะไร" เขาตอบว่า "เป็นตำแหน่งสำคัญของเมือง" เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงลาพวกเขาเดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วเดินไปสำรวจอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ไป ก็ได้ไปเจอเรื่องราวอัศจรรย์อีกแบบหนึ่ง พอวันต่อมา จึงนำเรื่องราวไปเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟัง ท่านบอกว่า "นิมิตดีนะ ในวันข้างหน้า อาจได้ลงไปจริงๆ ก็ได้"
ที่เล่านิทานมาเสียยืดยาว เพื่อจะบอกทุกท่านว่า เมื่อวานนี้ 22 มกราคม 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้รับการเชื้อเชิญจากญาติธรรมท่านหนึ่งคือ คุณเสนีย์ ซึ่งเป็นข้าราชกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก จังหวัดนครราชสีมา เราเคยเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนศิลปกรรม ที่เทคโนโคราช (2527-2528) หลังจากได้พบกันไม่นาน วิถีชีวิตของเขา ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาทางธรรม ดังนั้น เมื่อวาน เขาจึงมาชวน เพื่อไปสำรวจพื้นที่ "ป่าหุบใหญ่" ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ ในเขตบ้านงิ้ว ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เพื่อจะได้ไปฝึกภาวนากันต่อไป
เมื่อไปถึงที่นั่น ในราวบ่ายโมง จึงได้พบกับพระอาจารย์สุวิทย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านงิ้ว ท่านเป็นพระมหานิกายและบวชมาแล้วหลายพรรษา เมื่อพบกัน ต่างก็ทักทายกัน ประหนึ่งว่า เคยสร้างบุญบารมีมาด้วยกันหลายภพหลายชาติ ท่านดูมีกิริยาอ่อนน้อม และเคารพในผู้ปฏิบัติธรรม ท่านดีใจและปีติในใจ จึงได้แสดงออกมาทางวาจาและกิริยา เมื่อทักทายกันพอสมควรแล้ว ท่านจึงพาเดินสำรวจพื้นที่ป่า ที่เหลืออยู่ 1,400 กว่าไร่ ตั้งแต่บ่ายสองโมง ล่วงเลยไปจนถึงหกโมงเย็น ใช้เวลาสำรวจพื้นที่ โดยการเดินผ่านป่าไม้ ขึ้นเนิน ลงหุบ และเดินรอบแหล่งน้ำ ราว 4 ชั่วโมง

สภาพของพื้นที่ป่าแห่งนี้ ดูแปลกกว่าที่อื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เพราะสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอโชคชัย ที่อยู่ติดกับฝั่งอำเภอเฉลิมพระเกียรตินั้น จะเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีภูเขา แต่บริเวณป่าแห่งนี้ กลับมีพื้นที่คล้ายกับหุบเขา มีหุบ มีเนิน ลดหลั่นกันไป ดูสลับซับซ้อน สมกับนามที่เรียกขานกันว่า "เมืองลับแล" และที่แปลกสุดๆก็คือ มีหุบผาที่เต็มไปด้วยก้อนหินคล้ายน้ำตก ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หุบผาหินหัก" พระอาจารย์สุวิทย์ เล่าให้ฟังว่า ท่านเคยพาเณรมาภาวนาที่นี่ และเณรบอกว่า เป็นปากทางเข้าเมืองลับแล และเห็นประตูกำแพงตั้งอยู่บริเวณช่องน้ำตกนี้ 







        ท่านทั้งหลาย ขณะที่พวกเราเดินสำรวจพื้นที่ต่างๆนั้น บางแห่ง บางเนิน บางหุบ เสมือนได้สื่อสารคลื่นบางอย่าง เช่น กลิ่นหอมออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งผู้รู้บอกว่า ภูมินั้นเป็นของพวกเทวดา ภูมิใดของพญานาคก็จะมีน้ำผุดไหลออกมาจากหุบหน้าผา เป็นลำธารไหลทั้งปี 



"หุบผาหินหัก เมืองลับแล"








        พอตกกลางคืน ได้มีชาวบ้านพากันมาสวดมนต์ที่ศาลาชั่วคราว ราวสิบกว่าคน เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ในป่าแห่งนี้ จึงเหลือแต่พระอาจารย์สุวิทย์ บุรุษผู้หนึ่ง และคุณเสนีย์ บรรยากาศก็เงียบสงบลง ต่างคนก็เข้าที่ภาวนา แม้อากาศจะหนาวเหน็บสักปานใด แต่บุรุษผู้นี้ก็ตั้งใจภาวนาทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ชาวโลกทิพย์ และโลกวิญญาณ ดั่งที่เคยปฏิบัติมา ก็ปรากฏว่า มีความสงบ และรู้สึกที่ดีต่อภพภูมิแห่งนี้ ในโอกาสต่อๆไป คงจะได้มาอาศัยสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ปลีกเร้นภาวนา จึงขออนุโมทนา และกราบขอบคุณพระอาจารย์สุวิทย์ และอนุโมทนากับคุณเสนีย์ ด้วยทุกประการ

        ขอเจริญในธรรม
        ดร.นนต์
        23 มกราคม 2557




ตอนที่ 2
"ป่าหุบใหญ่" 
แดนมงคลและอาถรรพ์
1 กุมภาพันธ์ 2557




                  กาลต่อมา เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่อีกครั้ง โดยมีเพื่อนคือคุณเสนีย์ ได้ร่วมไปภาวนาด้วย พอตกค่ำคืน ได้มีชาวบ้านเกือบสิบคนมาสวดมนต์ด้วย คืนนี้ พระอาจารย์สุวิทย์ ท่านเชิญบุรุษผู้นี้ คุยเรื่องธรรมะและการภาวนาให้ญาติโยมฟัง แม้ว่าบุรุษผู้นี้ จะยังเป็นผู้เรียนรู้อยู่ แต่เมื่อเบื้องหน้า มีผู้ใฝ่ในธรรม สนใจอยากจะฟังเรื่องราวจากเขา จึงจำเป็นต้องเมตตาแสดงออกไป ตามภูมิที่มีอยู่ ธรรมทั้งหลายที่แสดงออกไปนั้น แม้อาจไม่บริบูรณ์ดั่งพ่อแม่ครูอาจารย์ แต่ธรรมทั้งหลายก็หลั่งออกมาจากใจ จึงพอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ 




         ท่านทั้งหลาย "บุรุษผู้นี้" ตั้งจิตขึ้นต้นธรรมบาทแรก ด้วยภาษาธรรมที่หลั่งออกมาจากใจว่า... "คงมิใช่เหตุบังเอิญ ที่พวกเราได้มาพบปะสนทนาในวงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านลองคิดดูซิ ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่ได้เกิดในเมืองไทย เมื่อเกิดในเมืองไทยแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อได้นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้ทำบุญเข้าวัดฟังธรรม เมื่อได้เข้าวัดฟังธรรมแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิ เมื่อได้สวดมนต์ภาวนาสมาธิแล้ว จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้า เมื่อได้พบกับครูอาจารย์พระอริยเจ้าแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะได้ร่วมปฏิบัติภาวนากับท่าน เมื่อได้ปฏิบัติภาวนากับท่านแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าและพระอรหันต์ ซึ่งนับว่ามีน้อยเอามากๆ ฉะนั้น พวกเราที่พากันดั้นด้นมานั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จึงนับว่าหายาก พวกเราจึงนับว่าเป็นผู้ทวนกระแสของชาวโลก
💛 แผ่นดินมงคลและอาถรรพ์
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ได้แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน อาทิเช่น... มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ชายป่าหุบใหญ่ ได้เล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฟังว่า... บิดาของท่าน รู้เห็นภายในจากเทวดาว่า... ต่อไปจะมีผู้เป็นมงคล มีครูอาจารย์ระดับใหญ่มากบารมี อีกทั้งผู้ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะมาในที่แห่งนี้... และเขายังได้บอกเป็นปริศนาต่อไปว่า ในอนาคต พระพุทธเจ้าจะเสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ .... นอกจากนั้น เทวดายังได้สื่อผ่านชาวบ้านหลายครั้ง เป็นภาษาโบราณว่า... ต่อไป จะมีพระดงค์เดิน น้อยพรรษา แต่สง่างาม จะมาพาปฏิบัติ และสร้างวัดให้เจริญ พวกชาวบ้านจึงได้แต่เฝ้ารอ... อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นแต่เพียงเรื่องเล่า คงต้องเอาไว้รอพิสูจน์กันต่อไป
ต่อมา ในตอนเช้า พระอาจารย์สุวิทย์ ยังได้เล่าเรื่องราวอาถรรพ์ที่เกิดขึ้นในป่าหุบใหญ่นี้เช่นกันว่า... มีชาวบ้านเห็นงูตัวใหญ่มาก อยู่ในป่าแห่งนี้ แต่มีบางคนไม่กลัว จึงไปจับงูบริวารไปขาย ไม่นานชาวบ้านคนนั้น ก็ถึงแก่ความตาย จึงไม่มีใครกล้ากล้ำกรายเข้าไปทำอะไรในป่าแห่งนี้อีก ป่าและธรรมชาติ จึงเหลือรอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน




            ท่านทั้งหลาย เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่บุรุษผู้หนึ่ง พระอาจารย์สุวิทย์ และคุณเสนีย์ จึงได้แยกย้ายกันออกไปภาวนา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบวังเวง "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้อาศัยกระท่อมน้อยอยู่ริมหน้าหุบผา เป็นที่นั่งภาวนา พร้อมกับอธิษฐานว่า จะขอภาวนาตลอดทั้งคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับภพภูมิแห่งนี้ และมีเรื่องราวรับรู้เป็นปัตจัตตังบางอย่างเกิดขึ้น อาทิ ในช่วงหัวค่ำ เมื่อบุรุษผู้นี้ได้เข้าที่ภาวนา ปรากฏว่า มีนกต่างๆ และสัตว์ป่านานา ร้องระงม เสียงดังสนั่น ตีวงล้อมใกล้เข้ามา พอตกดึกราวตีหนึ่งตีสอง ขณะที่บุรุษผู้นี้ออกไปเดินจงกรม ก็ปรากฏมีเสียงสุนัขเห่าหอนระงม ดังเป็นทอดๆ จากหมู่บ้านนี้ ไปยังอีกหมู่บ้านที่อยู่ติดกับชายป่า ประหนึ่งว่า มีเหล่าวิญญาณมาขอส่วนบุญ เมื่อแผ่เมตตาไปแล้ว เสียงสุนัขก็เงียบลง ความสงบวังเวง ก็กลับมาปกคลุมผืนป่าอีก จนตลอดทั้งคืน

          ขอเจริญในธรรม

          ดร.นนต์ 
          3 กุมภาพันธ์ 2557





ตอนที่ 3
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต

         ท่านทั้งหลาย มีพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านหนึ่ง ได้เล่านิทานธรรมว่า "ป่าหุบใหญ่" เคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาของ "พระกกุสันโธพระพุทธเจ้า" ที่เจริญถึงขีดสุด และมีพระอรหันต์สาวกหลายพระองค์ ได้พากันสร้างวัด ณ ดินแดนแห่งนี้ จนเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา รวมทั้งเคยเป็นเมืองหลวงใหญ่โต อีกทั้งยังเป็นที่รวมของภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่หลายมิติ ดังจะเห็นได้ว่า ด้านหลังกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นหุบผามีลำธารไหลทั้งปี ซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาค เมื่อชาวบ้านหรือผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เข้าไปในบริเวณแห่งนี้ ต่างก็ได้พบกับงูตัวใหญ่ออกมาปรากฏกายให้เห็น ซึ่งเป็นที่โจษขานกันมาตั้งแต่อดีต จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจนกระทั่งบัดนี้ 

         อย่างไรก็ตาม ในค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้มาบำเพ็ญภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ด้วย และได้พบกับเรื่องราวที่รับรู้ได้เฉพาะตนว่า พญานาคได้เข้ามากราบไหว้อุบาสิกา ทั้งในร่างของพญานาคและร่างมนุษย์ พร้อมกับเล่านิทานให้ฟังว่า "ณ ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของพวกเรา ถ้าไม่ใช่พวกท่าน ไม่มีใครอยู่ได้ เพราะดินแดนนี้ เคยเป็นบ้านเมืองของท่าน ส่วนบุคคลอื่น หากใครจิตใจไม่ดีเข้ามา เราจะปรากฏกายให้เห็น ดังที่ชาวบ้านเล่าขานนั่นเอง"  

         ส่วน "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้นิมิตเห็นภาพย้อนไปในอดีตว่า ณ ดินแดนแห่งป่าหุบใหญ่นี้ เคยเกิดตายมาแล้วหลายชาติ และมีอยู่ชาติหนึ่ง เป็นผู้นำกลุ่มชนผู้มีอายุยืนและร่างกายสูงใหญ่ ได้เป็นผู้นำกระทำพิธีอธิษฐานจิต มอบกายถวายชีวิต แด่พระสมณโคดมพุทธเจ้า แรงอธิษฐาน ทำให้ท้องฟ้าสะเทือน พร้อมกับเกิดท้องฟ้าสีทองหมุนวนเต็มท้องฟ้า และเปิดลำแสงสว่างไสว ส่องลงสู่พื้นปฐพีอย่างน่าอัศจรรย์ ดังคำพรรณาต่อไปนี้


อัศจรรย์แห่งป่าหุบใหญ่
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต

บุรุษผู้อธิษฐานบารมี
ถวายชีวีแด่พระโคดม


 🔹   ณ ยามรุ่งทิวาราตีหนึ่ง
บุรุษผู้ซึ่งภาวนาหนา
ในป่าหุบใหญ่พงไพรพนา
ไปตามประสามาตามลำพัง
ภาวนาไปใกล้เวลาแจ้ง
จิตสำแดงธรรมนิมิตเมื่อครั้ง
ย้อนอดีตกาลเป็นปัตจัตตัง
ว่าเมื่อครั้งพุทธกาลผ่านมา
     🔸 ในอดีตพุทธกาลองค์ก่อน
ประชากรร่างใหญ่สูงสง่า
สูงแปดศอกดั่งโบราณว่ามา
อีกพรรษาอายุสองหมื่นปี
เมื่อครั้งกระนั้น "บุรุษผู้หนึ่ง"
ผู้ซึ่งเป็นผู้นำธรรมวิถี
กล่าวคำสัตย์ "อธิษฐาน" พิธี
ขอถวายชีวีแด่พระโคดม
     🔹 เมื่อกล่าวคำจบพบอัศจรรย์
เสียงลั่นครันพลันคล้ายฟ้าถล่ม
เมฆสีทองวนมาเป็นวงกลม
เหนืออาศรมเขตมณฑลพิธี
ไม่นานพลันเมฆาท้องฟ้าเปิด
ส่องแสงเลิศเพริดพรายลงในที่
สว่างจ้าลงสู่ปฐพี
ต่างปีติยินดีสาธุการ
     🔸 อันว่าธรรมนิมิตลิขิตนี้
คือความดีในวัฏสังสาร
ที่สร้างสมไว้ในบรรพกาล
"อธิษฐาน" หนึ่งใน "ทศบารมี"
ครั้นครามาถึงกึ่งพุทธกาลนี้
ถึงคราวความดีมีตามวิถี
อีกทั้ง "แสนกัป" นับว่าพอดี
นิมิตนี้จึงแสดงออกมา
     🔹 อันว่าที่มาแห่งป่าหุบใหญ่
หลวงพ่อฉลวย ช่วยไขปริศนา
ว่าอดีตกาลนมนานผ่านมา
คราศาสนาพระกกุสันโธ
ดินแดนแว่นนี้คือแผ่นดินทอง
ชนแส้ซ้องในธรรมนำสุขโข
พุทธศาสนารุ่งเรืองเติบโต
วัดวาโอ่อ่าประชาอยู่ดี
     🔸 แผ่นดินนี้มีธรรมคำ้แผ่ปรก
เจริญแล้ววกเสื่อมตามสัจวิถี
สลับเปลี่ยนไปหลายอสงไขยปี
วัฏวนนี้คือสัจธรรม
หลวงพ่อว่า มีวัดเก่าใต้พื้นดิน
เคยเป็นถิ่นพระอรหันต์ค้ำ
ผู้เพียรกล้ามาปฏิบัติธรรม
อาจพบธรรมล้ำในแดนพระสัทธา

        ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้หนึ่ง
       🔸 เหตุเกิด ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
           🔸 ณ ป่าหุบใหญ่ ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา


ตอนที่ 4 
"สภาวธรรม" ประสบการณ์นักภาวนา
13 กุมภาพันธ์ 2557

          ท่านทั้งหลาย มีนิทานธรรมเรื่องหนึ่ง เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ของนักภาวนา เสมือนว่า "เป็นความจริงและไม่จริง" ดังบันทึกต่อไปนี้
ในค่ำคืนแห่งวันโกน 13 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนวันพระใหญ่ มาฆบูชา... "บุรุษผู้หนึ่ง" และคุณเสนีย์ ได้ถือโอกาสไปปลีกวิเวกภาวนา ณ "ป่าหุบใหญ่" ดินแดนมหัศจรรย์ ในค่ำคืนแห่งวันโกนนี้ ทั้งป่ามีเพียงแค่บุรุษสองคน เมื่อทั้งคู่ได้แยกกันออกไปภาวนา และอยู่ห่างกันมากพอควร บรรยากาศก็เริ่มเงียบสงัด และวังเวงอย่างรวดเร็ว โดยบุรุษผู้หนึ่งได้อาศัยกระท่อมน้อยข้างใน ที่อยู่ติดกันกับวังของพญานาค ส่วนคุณเสนีย์เลือกที่จะไปอาศัยกระท่อมข้างนอกเป็นที่ภาวนา เพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งเสียก่อน





                 ท่านทั้งหลาย การภาวนาในค่ำคืนนี้ มีประสบการณ์หลายอย่างที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยมิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมาให้หลงใหล เพียงแต่อยากจะสร้างกำลังใจให้แก่นักภาวนา ดังปรากฏการณ์ต่อไปนี้
💛 1) ใจรักษาธรรม ธรรมรักษาใจ
ในขณะที่บุรุษผู้หนึ่ง กำลังสวดมนต์และแผ่เมตตา ก็ปรากฏคลื่นสัมผัสแผ่เข้ามามากมาย แม้จะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน แต่จิตเสมือนรับรู้ถึงผู้มาเยือน "เสมือนว่า" เป็นภูมิเจ้าถิ่น เข้ามาหาระลอกแล้วระลอกเล่า แม้การรับรู้จะยังไม่ชัดแจ้งในความเป็นจริง แต่อาการขนลุกขนพองก็บังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นี้ ไม่ได้มีความหวาดกลัว มีแต่ความสำรวมในกายวาจาใจ ความไม่มีดีอะไร เพราะไม่มีอะไรจะไปอวดเก่งใส่ผู้ใด มีแต่ความเมตตา มีแต่ความอ่อนน้อม และนับถือในความเป็นธรรมชาติของกันและกัน จิตจึงตั้งมั่นอยู่กับการภาวนา แม้จะมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมา จิตก็เฝ้าระวังความคิดว่า จะหวั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้างหรือไม่ แม้บางช่วง จะมีลมฝนฤดูร้อนกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง มีกิ่งไม้หักหล่นใส่เต็นท์เสียงดัง และมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา แม้เต็นท์จะเปิดรับลมและฝนอย่างเต็มที่ หรือจะเปียกปอนก็ตาม แต่ขณะนั้น จิตได้รวมลงอย่างหนักแน่น จิตจึงไม่หวาดหวั่น เปียกเป็นเปียก ไม้จะหล่นใส่หัวก็ชั่งมัน ให้รักษาสมาธิและรักษาธรรมเอาไว้ แม้จะตายก็ยอม สุดท้าย จิตก็รักษาธรรมเอาไว้ได้ตลอดทั้งคืน "จึงเห็นพลังแห่งจิตที่อาจหาญได้"
💗 2) กระท่อมข้าใครอย่าแตะ
ต่อมาในช่วงตีสามกว่า ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนา ปรากฏว่า เพื่อนละเมอเสียงดังลั่นข้ามป่ามาอยู่นาน จิตพิจารณาเห็นความไม่ปรกติ จึงได้แผ่บุญไปถึง พอตอนเช้า ได้สอบถาม จึงได้ความว่า คืนนี้เขาก็ภาวนาดี แต่เผลอหลับไป มารู้สึกตัวว่ามีคนกำลังบีบคอ จึงต้องร้องขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวแล้ว เขาจึงลุกขึ้นภาวนา และเดินจงกรมต่อจนสว่าง เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว จึงให้กำลังใจเขาไปว่า ภพภูมิเขาคงอยากให้ภาวนากระมัง จึงหาวิธีปลุกเรา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก ค่อยๆเรียนรู้ไป แล้วจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น ความจริงมาทราบในภายหลังจากอุบาสิกาท่านหนึ่งว่า มีวิญญาณสองตายายตรงกระท่อมข้างนอกนั้น คือวิญญาณของตาชมกับยายขวัญ เขาหวงสถานที่ และที่ผ่านมา หลายๆคนจึงอยู่กระท่อมนี้ได้ไม่ตลอดทั้งคืน
💛 3) จิตสว่าง
ต่อมา ในช่วงตีสี่ ขณะที่บุรุษผู้นี้ภาวนา ปรากฏว่า จิตรวมสงบลง มีแสงสว่างเกิดขึ้นหลายครั้ง ช่วงหนึ่ง จิตสว่างไสวจัดจ้า "ดุจอาทิตย์ดวงใหญ่" ส่องแสงสว่างไสวขึ้นเหนือกระท่อม ทางทิศตะวันออก มันเกิดขึ้นในท่ามกลางความมืด ชั่ง "อัศจรรย์" จริงหนอ ต่อมาจิตบอกตัวเองว่า ญาณกำลังจะเกิดขึ้น พลันภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆ เลื่อนไปเหมือนกับภาพสไลด์ แต่ภาพนั้นเคลื่อนไหวได้ จิตมีสติเฝ้าดูอยู่ไม่ปรุงแต่ง จิตเห็นความไม่เที่ยงแล้วจึงปล่อยวาง ต่อมาใกล้สว่าง จิตแยกออกจากกาย สติไม่คลายยังตั้งมั่นอยู่ จิตขอเรียนรู้ จึงกำหนดว่า จะไปในที่ใด แม้จะยังควบคุมทิศทาง และความเร็วยังไม่ได้ ด้วยจิตยังไม่มีพลังพอ แต่จิตก็ได้เรียนรู้พอควรแล้ว จึงไม่ติดใจหรือหลงใหลในสิ่งนี้อีก จิตจึงหลีกถอยกลับมา และออกจากสมาธิ ในเวลา 05.50 น. เรื่องราวของนิทานธรรมจึงจบลง
ท่านทั้งหลาย เรื่องเล่านิทานธรรมนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ของนักภาวนาที่ยังเรียนรู้อยู่ และความจริงแท้ทั้งหลาย ก็ยังไม่ชัดแจ้ง จึงโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเอง หรือจะอ่านเล่นเป็นเพียงนิทานธรรม ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้

         ขอเจริญในธรรม
         ดร.นนต์
         15 กุมภาพันธ์ 2557



ตอนที่ 5
อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติ 
วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
27-30 เมษายน 2557

          ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2557 บุรุษผู้หนึ่ง พร้อมคณะญาติธรรมอีกสามท่าน ได้ไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ ดินแดนอาถรรพ์ ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้าไป การมาภาวนาในครั้งนี้ จะต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา คือ พวกเราได้เรียนรู้ภูมิเจ้าที่มากขึ้น เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ระหว่างนักภาวนาและชาวโลกทิพย์ว่า จะอยู่อย่างไร จึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนกัน นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่นักภาวนาพึงควรเรียนรู้ ดังจะขอเล่านิทานธรรม เพื่อเป็นทั้งอุทาหรณ์ และกำลังใจให้แก่นักภาวนาดังนี้



ความปีติระคนความลำบากใจของภูมิเจ้าถิ่น

          ท่านทั้งหลาย ขอเริ่มเรื่องเล่านี้ว่า ชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนใหญ่จะมีความปีติเบิกบาน เมื่อมีนักภาวนา หรือนักปฏิบัติที่เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา เพราะต่างก็ได้รับกระแสบุญ และความเมตตาแผ่ไปมิมีประมาณ แต่การมาของคณะในครั้งนี้ แม้เขาจะได้รับบุญกุศล และมีความปีติยินดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักภาวนากลับไปสร้างความลำบาก หรือความอึดอัดในวิถีการดำรงอยู่ของพวกเขา เพราะลูกหลานของพวกเขา ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างปรกติได้ เขาจึงมีอุบายในการที่จะเชิญนักภาวนา ออกไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยของเขา ด้วยวิธีการต่างๆ ดังเรื่องราวต่อไปนี้
เมื่ออุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้เข้าไปอาศัยพักภาวนาในกระท่อมน้อย ที่อยู่ข้างหุบผาริมธารด้านใน ซึ่งเป็นกระท่อมที่คุณเสนีย์สร้างไว้ อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า... แรกๆ เขาก็ยินดี แต่พอวันที่สอง เขากลับคิดหวงสถานที่ขึ้นมา จึงหาวิธีที่จะเชิญให้ท่านออกไป ครั้นจะกระทำด้วยฤทธิ์รบกวนแบบตรงๆ เขาก็คงเกรงกลัวต่อบาป จึงได้แสดงนิมิตให้อุบาสิกาได้ทราบว่า เขาไม่พอใจ เพราะกระท่อมน้อยหลังนี้ เป็นที่อยู่ของธิดาพญานาค และเขาบอกว่า ลูกหลานและบริวารของพวกเขาเดือดร้อน เมื่อทราบเรื่องราวที่คาดไม่ถึงแล้ว อุบาสิกาจึงถอนตัวออกมาภาวนาที่ศาลาข้างนอก ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง ก็ขอถอนออกมาเช่นกัน ด้วยเกรงพวกเขาจะลำบาก และเกิดกรรมไปมากกว่านี้
ท่านทั้งหลาย เมื่อคณะของพวกเรา ออกมาภาวนาอยู่ข้างนอกแล้ว อุบาสิกาเล่าให้ฟังว่า พญานาคและธิดาสองพ่อลูกได้สำนึก จึงเข้ามาขอขมาลาโทษ ที่พวกเขาได้ล่วงเกินผู้ปฏิบัติดี โดยไม่มีเจตนาจะล่วงเกินไปมากกว่านี้ เมื่อพวกเราทราบแล้ว พวกเราก็ขอโทษพวกเขาด้วยเช่นกัน ที่ไปสร้างความลำบากใจ ให้บังเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตนา แต่พวกเราก็มาเพื่อการเพียรละกิเลส และหวังว่า จะมาช่วยพวกท่านให้มีความสุขร่มเย็นได้บ้าง ตามบุญวาสนาของพวกเรา จึงไม่มีเจตนาที่จะมายึดภูมิสถานที่ของผู้ใด เพราะพวกเราเห็นโทษเห็นภัยของการยึดติดทั้งหลาย จึงขอให้ท่านจงสบายใจ และให้อยู่อาศัยตามปรกติต่อไปเถิด ส่วนพวกเราก็จะภาวนา โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกัน
เป็นอันว่า เมื่อสื่อสารเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงนับเป็นอุทาหรณ์ และข้อเตือนใจ สำหรับนักภาวนาว่า แม้เราจะอยู่ต่างภูมิต่างมิติกัน ก็ควรเคารพในธรรมชาติของกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาและเกื้อกูลต่อกัน



วิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

          ท่านทั้งหลาย นอกจากคณะของพวกเรา จะเผชิญกับพญานาค และชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ยังได้เผชิญเรื่องราวของชาววิญญาณ ผู้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ปะปนอยู่เช่นเดียวกันกับสังคมของชาวมนุษย์ คือ มีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินข้างริมธาร ที่อยู่ตรงข้ามกับกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณสองสามีภรรยา คือ วิญญาณของตาชมกับยายขวัญ วิญญาณฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ได้มาเล่าให้อุบาสิกาฟังว่า ยายขวัญหวงที่อยู่อาศัยมาก แม้แต่บริเวณลานบ้าน ก็ไม่อยากให้ใครเข้าไป ซึ่งหลายๆคนได้เผชิญมาแล้ว บางคนก็โดนบีบคอ บางคนก็รีบเก็บกลด เก็บข้าวของแทบไม่ทัน บางครั้ง ก็ดลบันดาลให้มดแดงเข้ามาไต่กัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สร้างความฉงน จนต้องย้ายกลดทันที เรื่องราวแบบนี้ ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักภาวนา เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ จะช่วยสร้างนักภาวนา ให้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น

กระท่อมภาวนา ภูมิของวิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ



"ดวงสว่าง" 

          ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนที่สามนี้ มีชาวบ้านจำนวนสี่ห้าคน ได้มาสวดมนต์ภาวนาร่วมกันในศาลา โดยบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้นำสวดมนต์และภาวนาสมาธิ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาวนา "บุรุษผู้นี้" ได้อธิษฐานบารมีว่า ... "หากข้าพเจ้าเคยสร้างบุญบารมีในสถานที่แห่งนี้ ก็ขอให้บังเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชาวคณะ เพื่อเป็นสักขีพยาน"... เมื่อเริ่มภาวนา สมาธิก็ตั้งมั่น จิตเข้าสู่สภาวะสว่างและโล่งสบาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จิตได้พิจารณาธรรมบางอย่าง ขณะที่จิตรำพึงรำพันถึงบุญบารมีที่เคยสร้างสมมา จิตก็ผุดระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูอาจารย์ จึงอธิษฐานจิต ขอปฏิบัติเพื่อบูชาคุณ พลันจิตรับรู้ในบุญกุศลที่ย้อนไหลกลับมา แผ่ซ่าซ่านไปทั้งกายและใจ จิตจึงตื่นเบิกบานเป็นที่สุด
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาวนากันอยู่นั้น คุณเสนีย์ที่เดินจงกรมอยู่ข้างนอกศาลา ได้แลเห็นดวงไฟสว่าง ขนาดเท่ากำปั้นด้วยตาเนื้อ "ดวงสว่าง" ลอยเคลื่อนตัวมายังศาลา ขณะที่คณะกำลังภาวนาอยู่ ขณะเดียวกัน อุบาสิกาก็ได้เห็น "ดวงสว่าง" สีฟ้าครามใสขนาดใหญ่ พุ่งตรงเข้าไปในกายของบุรุษผู้หนึ่ง ส่วนคุณครูท่านหนึ่ง ก็เห็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เมตตามาโปรดชาวคณะ

ชาวบ้านมาร่วมสวดมนต์และภาวนาสมาธิ


  ใจสะเทือน
เมื่อออกจากสมาธิแล้ว บุรุษผู้หนึ่ง ก็ยังมีจิตใจที่ตื่นเบิกบาน จึงออกไปเดินจงกรมต่อ จิตเห็นสิ่งใด ก็พิจารณาสัจธรรมไปตามสติปัญญาที่มี ตาแลเห็นความมืดทะมึนทึม จิตผุดรู้พิจารณาตามทันทีว่า อ๋อ...ความมืดเป็นธรรมชาติของเขา เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่า ผู้ใดกำลังกลัวความมืดอยู่ และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือความมืด แต่มนุษย์ไปสมมุติเขาขึ้นมาว่า เป็นความมืด แล้วใจก็ไปยึดมั่นเอา พร้อมกับปรุงแต่งขึ้นมาว่า ในความมืดนั้น มีสิ่งน่ากลัวมากมาย ชั่งโง่เง่าจริงหนอเรา เอ้าแล้วที่กลัวผีกลัววิญญาณ กลัวงู กลัวเสือ กลัวช้าง กลัวสัตว์สารพันนั้นเล่า มันเพราะเหตุอะไร... เอ้า...เราก็เคยเกิดเป็นผีเป็นวิญาณ เป็นพญานาค เป็นพรหม เป็นเทวดา และสิงสาราสัตว์นานาแทบทุกชนิดมาแล้วมิใช่หรือ แล้วทำไมเรายังไปหลงกลัวตัวเองอยู่ได้ โอ้...เรามันโง่มาตั้งนาน โง่มาตั้งกี่ภพกี่ชาติกันแล้ว โง่หลง "กลัวตัวเอง" อยู่ได้ เพราะเราถูกอวิชชาครอบงำเอาไว้ จึงไม่รู้ไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว เราก็เคยเกิดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ก็เพราะร่างกายสังขาร และภพภูมิต่างๆ ที่เราเคยเกิด เคยตาย และเคยเป็น มันไม่เที่ยง เพราะมันเป็น อนิจจัง และเป็นอนัตตา ตายไปแล้วก็ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน แม้พื้นดินที่เรากำลังเหยียบและเดินจงกรมอยู่นี้ ก็เคยเป็นที่ฝังร่างและกระดูกของเรา มาแล้วหลายภพหลายชาติ เมื่อกลายเป็นดินไปแล้ว มันก็หาตัวตนไม่เจอ ยังเหลือแต่วิญญาณ ที่เร่ร่อนไปเกิดในภพภูมิต่างๆ วิญญาณนี้เอง เป็นที่รวมของทุกข์ เมื่อไปเกิดในภพภูมิใด ใจก็เป็นผู้ไปยึดเอา... "ทุกขัง" ... ทุกข์จึงมาขังอยู่ที่ใจไม่สิ้นสุด เพราะอวิชชาเป็นผู้ครอบงำจิตใจของเราไว้นี้เอง จึงรู้ไม่เท่าทันกิเลส
เมื่อพิจารณาไป จิตเสมือนรู้ทันกิเลส ใจก็ห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวขึ้นมา พร้อมกับปรากฏสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้นที่ใจ ความสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว ดัง...ครืนๆ... เคลื่อนมาปะทะที่ใจ เสมือนความทุกข์ ถูกทำลายออกไป แล้วเหลือไว้แต่ความโล่งเบาสบาย แม้ "สภาวธรรม" ที่บังเกิดขึ้นนั้น จะเป็นอะไรก็ชั่งเถอะ มันก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา ใจจึงได้ละวางในสภาวะนั้นลง ยังคงเหลือแต่ความทรงจำ ที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนิทานธรรมที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์หนึ่ง ของผู้ที่ยังไม่สิ้นกิเลส อย่าได้เอาไปเป็นครูอาจารย์ ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นครูอาจารย์เท่านั้น ก็ขอให้อ่านเล่นเป็นแต่เพียงนิทานธรรม ก็พอจะอนุโลมเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้ และท้ายสุด ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความสุขเพลิดเพลินในการอ่าน ทุกท่านเทอญ

          ขอเจริญในธรรม
          ดร.นนต์ 
          1 พฤษภาคม 2557


ตอนที่ 6
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต
"ป่าหุบใหญ่" เกิดตายมาหลายชาติ

        ๓๑ มกรา ๒๕๕๘              
คราแสงแดดแผดน้อยแล้วหนา
สองหนุ่มแก่ชวนกันไปภาวนา      
ในดงป่าหุบใหญ่ไร้ผู้คน
หนึ่งนี้ เคยไปมาก็หลายครั้ง        
สองนั้น ทั้งที่ไปก็หลายหน
พากันไปอีกครั้งเพื่อฝึกตน          
ต่างคนค้นหากิเลสในใจ
     
        คืนนี้มีแต่เราในไพรป่า          
อีกหนึ่งหลวงตาภาวนาอยู่ใกล้
ต่างคนต่างภาวนาตามใจ            
อัธยาศัยของใครของมัน
คนใกล้แก่แต่ใจหนุ่มมุ่งมั่น          
ทุกคืนวันหมั่นภาวนาหนา
ขี้เกลียดขยันก็ภาวนา                
ตามครูบาอาจารย์ท่านพาทำ

       คนใกล้แก่ภาวนาใกล้แจ้ง       
จิตสำแดงแจ้งใจเลิศล้ำ
จิตสงบพบกับสภาวธรรม             
ระลึกย้ำอดีตชาติที่ผ่านมา
โอ้ว่า ป่าหุบใหญ่ แห่งนี้              
ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติแล้วหนา
เวียนว่ายตายเกิดสลับไปมา          
ไม่รู้ว่าจะกี่หมื่นล้านปี

        เห็นภาพภพภูมิสมัยก่อนเก่า     
เสมือนเราเคยเกิดในภูมินี้
ตั้งแต่มนุษย์ในป่าพงพี                
ดำรงวิถีในป่าดงดอย
มนุษย์โบราณหากินเร่ร่อน            
หาบแบกคอนไปเป็นกลุ่มย่อย
ไม่มีศาสนาจึงหลักลอย               
สังคมน้อยในป่าพนาไพร

        ภพภูมิเก่าแก่อีกสมัยหนึ่ง        
ยังคงพึ่งพาพืชผลนาไร่
เห็นผู้คนคาดไถไร่นาไป              
ทุกข์สุขสบายในบรรพกาล
ภพหนึ่งซึ่งเคยเกิดเป็นสุนัข          
มีถิ่นพำนักในป่าสังสาร
ไม่รู้ว่าทุกข์หรือสุขสำราญ            
ชั่งมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

        ภพต่อมาเห็นว่าเจริญขึ้น        
ผู้คนดาษดื่นมีบ้านอาศัย
ผู้คนจอแจผ่านมาผ่านไป             
อัธยาศัยมีมิตรไมตรี
บ้านหนึ่งเห็นว่ามีรูปวาดแต้ม         
รูปคนแกมอักษรภาพวาดสี
ตื่นตา ต้องใจ แต่งแต้มงามดี        
อันตัว “เรา” นี้คือศิลปิน

       จิตท่องอดีตไปในอีกมิติ         
สติ สมาธิ รู้ตัวสิ้น
ภาพเคลื่อนเลื่อนไปในแผ่นดิน       
ภพภูมถิ่นอดีตบรรพกาล
เห็นภาพ “อดีต” ขีดเส้นเวลา        
ภาพ “อนาคต” ผุดมาเป็นพยาน
บังเกิดในตอนเช้าเป็นหลักฐาน      
ว่าทัศนญาณนั้นเป็นความจริง

       เมื่อหนังฉายได้เวลาอวสาน     
จิตสำราญกลับสู่กายสุขยิ่ง
จิตตื่น กายตื่น ในความเป็นจริง      
ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปธรรมดา         
ล้วนว่าอนัตตา แลทุกขัง
รู้ทุกขัง อริยสัจจัง                     
นิพพานัง ปัจจโย โหตุ

       ขอเจริญในธรรม
       ดร.นนต์ รจนาแทนบุรุษผู้นั้น
       ณ ป่าหุบใหญ่ บ้านงิ้ว 
       ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา
       เหตุเกิด 31 มกราคม 2558


วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

(10) ทัศนศิลป์เพื่อชีวิต : กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของโชคชัย ตักโพธิ์




อาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
ณ ศิลปสถาน โชคชัย ตักโพธิ์ วิถี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี (มกราคม 2553)


ทัศนศิลป์เพื่อชีวิต
กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของโชคชัย ตักโพธิ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 
ถ.สุรนารายณ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000


ความนำของผู้เขียน

ท่านทั้งหลาย บทความที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คัดย่อมาจากผลงานวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาเอกของผู้เขียน หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต ศศ.ด. (ศิลปวัฒนธรรมวิจัย) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปี 2554 เรื่อง “ทัศนศิลป์เพื่อชีวิต : กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินอีสาน” โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินอีสาน ผ่านผลงานทัศนศิลป์เพื่อชีวิต ในบริบทของท้องถิ่นอีสาน รัฐชาติ และโลกาภิวัตน์ ที่มีผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินอีสาน 2) เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกศิลปินและกลุ่มศิลปิน ที่มีผลต่อกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินอีสาน
โดยมีขอบเขตของการวิจัยคือ ผู้วิจัยเลือกศึกษาผลงานศิลปะเพื่อชีวิตของศิลปินอีสานหลักๆ จำนวน 7 คน ที่มีแนวทางชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ โดยเลือกตัวแทนศิลปินจากทั้งผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางด้านศิลปะ และผู้ไม่เคยผ่านสถาบันการศึกษาศิลปะใดๆเลย แต่ทุกคนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศิลปะเพื่อชีวิต ในนามตัวแทนของศิลปินอีสาน ได้แก่ ทวี รัชนีกร  โชคชัย ตักโพธิ์  สนาม จันทร์เกาะ  สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์  สุรพล ปัญญาวชิระ  เกียรติการุณ ทองพรมราช  และวัฒนา ป้อมชัย
การวิจัยเรื่องนี้ ใช้แนวคิดหลักที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ (Identity) โดยได้เลือกพิจารณาในความหมายของเกียร์ตซ์ (Clifford Geertz) คือ เป็นการแปรเปลี่ยนอัตลักษณ์ของคนตามบริบทจึงมีไม่รู้จบ อัตลักษณ์จึงเป็นคุณสมบัติที่คนหยิบยืมสร้างขึ้นมาตามสถานการณ์เฉพาะหน้า นอกจากนั้น ยังได้เลือกแนวคิด “อัตลักษณ์” ในแนวคิดหลังสมัยใหม่ เพราะเป็นการมองปัจเจกสภาพในฐานะของอัตลักษณ์ ความเป็นปัจเจกจึงถูกเน้นในฐานะที่เป็น “กระบวนการทางสังคมของการสร้างอัตลักษณ์” มากกว่าแก่นแกนของคุณสมบัติบางอย่างที่มีลักษณะตายตัว ซึ่งจากแนวคิดหลักดังกล่าว ผู้วิจัยเพียงนำมาเป็นไฟส่องทาง เพื่ออธิบายให้เห็นถึงกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินอีสาน ซึ่งมีลักษณะที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมแบบบูรณาการ ภายใต้บริบทของความเป็นท้องถิ่นอีสาน รัฐชาติ และโลกาภิวัตน์ ที่มีลักษณะแบบซ้อนทับกันเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของผลงานวิทยานิพนธ์นั้น ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในส่วนของโชคชัย ตักโพธ์ ก็ยังมีอีกมาก แต่ผู้เขียนไม่สามารถนำมาให้อ่านได้ทั้งหมด ดังนั้น ในบทความต่อไปนี้ จึงเป็นผลการศึกษาเพียงบางส่วน เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโชคชัย ตักโพธิ์ เท่านั้น และขอสรุปเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญเพียงบางตอน ดังต่อไปนี้  


บทนำ

         โชคชัย ตักโพธิ์ เป็นศิลปินอีสานที่ผ่านการศึกษาศิลปะจากกรุงเทพฯ และนับเป็นคุรุศิลปินเพื่อสังคมชาวอีสานอีกผู้หนึ่ง ที่มีความสำคัญและมีบทบาทสูง ในการนำเอาศิลปะไปเป็นแนวทางในการร่วมต่อสู้กับเผด็จการ ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 25519 ซึ่งนับเป็นผู้นำร่วมในกระบวนการต่อสู้ในส่วนกลางคือกรุงเทพฯ ที่สำคัญอีกผู้หนึ่งของประเทศไทย จนต่อมาเขาได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง ครั้งที่ 2 ประจำปีพุทธศักราช 2549 เป็นศิลปินเกียรติยศทัศนศิลป์ดีเด่น ทางด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม จากสถาบันปรีดี พนมยงค์ เช่นเดียวกันกับทวี รัชนีกร
   จึงเห็นได้ว่า ตัวตนของโชคชัย ตักโพธิ์ นอกจากจะเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในส่วนกลาง โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ผลงานในช่วงเวลาต่อมา นับจากปี พ.ศ. 2524 เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา โดยได้รับอิทธิพลย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขาเคยเป็นนักเรียนพุทธศาสนาในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมทั้งเคยไปศึกษาธรรมที่วัดสวนโมกข์และวัดอุโมงค์มาก่อน และการได้ศึกษาธรรมที่วัดหนองป่าพงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 จากความเชื่อในพุทธศาสนา และการเชื่อมโยงมาสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะของโชคชัย ตักโพธิ์ นั้น เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะแนวสากลแบบตะวันออก แต่มิใช่การยึดติดอยู่กับรูปแบบของจีนหรือญี่ปุ่น เขาพยายามเชื่อมโยงกับแนวคิดของศาสนาพุทธแบบหินยานที่เป็นของไทย ซึ่งเขามองว่า น่าจะเป็นเซนแบบเถรวาทหรือแบบท้องถิ่นมากกว่า จึงพยายามโยงแนวคิดนี้เข้ามา เพื่อให้เป็นตะวันออกแบบไทย นอกจากจะได้สร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวกับศาสนาดังกล่าวแล้ว เขายังได้เชื่อมโยงกับนิทานปรัมปราของอีสาน ที่เขาเรียกว่า ปรัมปราซ้อนคติ เช่น ผลงานชุด กาเหยียบช้าง ในปี พ.ศ. 2540 โดยเชื่อมโยงกับนิทานสมัยอาณาจักรโคตรบูรณ์ เพื่อเป็นการอธิบายถึงยุคฟองสบู่แตกแบบซ้อนคติ และผลงานในช่วงปัจจุบัน โชคชัย ตักโพธิ์ ได้เลือกภาพผนังถ้ำในอีสาน มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อสื่อให้มนุษย์ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียงในโลกปัจจุบัน
         จึงกล่าวได้ว่า ผลงานศิลปะของโชคชัย ตักโพธิ์ นั้น ในบางช่วงเวลาเป็นผลงานแนวสะท้อนสังคมแบบเข้มข้น หลังจากนั้น ผลงานส่วนใหญ่มักมีส่วนเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อยู่กับความเชื่อแบบตะวันออก ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนา ภาพผนังถ้ำ นิทานปรัมปรา ซึ่งล้วนผูกพันอยู่กับความเป็นอีสาน แต่แสดงรูปแบบของศิลปะตามอย่างตะวันตก ผลงานของเขาจึงมีนัยสำคัญว่า ความคิดความเชื่อแบบท้องถิ่นอีสาน มันจะผสมผสานกับความเป็นโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร


โชคชัย ตักโพธิ์. คัตเอาท์การเมือง. โปสเตอร์. ปี 2518 (ที่มา : สถาบันปรีดี พนมยงค์. 2546: 28)



โชคชัย ตักโพธิ์. คัตเอาท์การเมือง. โปสเตอร์. ปี 2518 (ที่มา : แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย. 2537: 35)



โชคชัย ตักโพธิ์. ก่อน-หลัง ตุลาคม 2516. สีน้ำมันบนผ้าใบ. 56x38 ซ.ม. ปี 2517 
(ที่มา : สถาบันปรีดี พนมยงค์. 2546: 89)



ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของโชคชัย ตักโพธิ์

        1. ศิลปินเพื่อชีวิต : อัตลักษณ์ภายใต้ความเป็นท้องถิ่นอีสาน

            หากจะอธิบายกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของโชคชัย ตักโพธิ์ ในบริบทความเป็นท้องถิ่นอีสาน พบว่า จากพื้นเพเดิมของเขาคือเป็นคนอีสานโดยกำเนิด ดังนั้น ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีแบบดั้งเดิมของอีสาน ก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่มโนทัศนศิลป์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวศิลปะถ้ำดั้งเดิมที่มีอยู่ในภาคอีสาน เช่น ผาแต้ม ภูผาพยนต์ และอีกหลายๆ แห่ง นิทานปรัมปราพื้นบ้านอีสาน ที่ผูกติดกับแนวคิดและคำสอนของพุทธศาสนา เช่น เรื่องกาเหยียบช้าง และเรื่องราวปริศนาธรรมต่างๆ กลายเป็นวัตถุดิบทางความคิด ให้เขาถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ที่ต้องอาศัยการตีความหลักธรรม-วลีธรรม เชื่อมโยงกับเนื้อหาวิถีชีวิตของตัวเองและสังคมอย่างท้าทาย ดังนั้น หากจะอธิบายอัตลักษณ์ สามารถอธิบายได้ว่า ปัจเจกภาพในฐานะอัตลักษณ์ของเขา ได้ถูกสร้างด้วยกระบวนการทางสังคมด้วยความเป็นท้องถิ่นอีสาน ที่ทับซ้อนกับเทคนิควิธีการแบบสมัยใหม่เป็นผู้หยิบยื่นให้ อย่างไรก็ตาม ผลงานทัศนศิลป์ของเขาในรูปแบบนี้ กลับแสดงลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า ศิลปะธรรมชาติสื่อนัยวิถีชีวิต และ ศิลปะอิงปริศนาธรรม ที่เป็นแนวศิลปะในช่วงปัจจุบัน


โชคชัย ตักโพธิ์. ลูกยางนา หน้าคน. สีน้ำบนกระดาษ. 55x76 ซ.ม. ปี 2548 (ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)



โชคชัย ตักโพธิ์. ผาพยนต์. สีน้ำบนกระดาษ. 55x76 ซ.ม. ปี 2549 (ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)



โชคชัย ตักโพธิ์. กาเหยียบช้าง. วาดเส้นบนกระดาษ. 38x56 ซ.ม. ปี 2540 (ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)


2. ศิลปินเพื่อชีวิต : อัตลักษณ์ภายใต้รัฐชาติไทย

           จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางด้านการเมืองมีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์เพื่อชีวิตของโชคชัย ตักโพธิ์ มากที่สุด ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ความรุนแรงยุค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ได้ผลักดันให้เขากลายเป็น “ศิลปินเพื่อชีวิต” เต็มตัว เป็นศิลปิน “เพื่อทางเลือก” ที่สร้างสรรค์ผลงานออกมา “เพื่อขบถ” ซึ่งไม่เหมือนกับศิลปินกลุ่มกระแสหลัก หรือศิลปะตามกระแสทุนนิยมตะวันตกที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ในขณะนั้น ความวุ่นวายทางการเมืองดังกล่าว นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น ดังนั้น ความเป็นรัฐชาติไทย จึงเป็นผู้หยิบยื่นความเป็นศิลปินเพื่อชีวิตให้กับเขานั่นเอง 
           อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์นั้นสงบลง กอปรกับเขาได้ไปทำงานเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ภายใต้รัฐชาติของไทย ด้วยภาระหน้าที่ในความเป็นครู และกฎระเบียบทางราชการที่ผูกรัดข้าราชการให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และความห่างไกลจากเมืองหลวง ได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนวิถีการทำงาน จากศิลปะที่มีเนื้อหาทางการเมืองร้อนแรง ไปสู่การสร้างผลงานที่ผ่อนคลายเนื้อหาลงไปมาก แม้จะมีผลงานที่สะท้อนสังคมอยู่บ้างในภายหลัง แต่ก็เป็นเพียงการหยิบยืมเนื้อหาทางสังคมมาสอดแทรกในรูปแบบศิลปะ ที่เขาพยายามทดลองตามหลักการปฏิบัติธรรมของเขา ฉะนั้น เนื้อหาทางการเมืองจึงเบาลงตามสภาวการณ์ของหน้าที่การงาน และสภาวการณ์ทางการเมืองที่ผ่อนคลายลงในปัจจุบัน
          ดังนั้น จึงสามารถอธิบายได้ว่า ปัจเจกสภาพในฐานะของอัตลักษณ์ ความเป็นปัจเจกจึงถูกเน้นในฐานะที่เป็น “กระบวนการทางสังคมของการสร้างอัตลักษณ์” มากกว่าแก่นแกนของคุณสมบัติบางอย่างที่มีลักษณะตายตัว กล่าวคือ เมื่อโชคชัย ตักโพธิ์ อยู่ในสภาวการณ์ของความรุนแรงทางการเมืองดังเช่นช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้น จึงเป็นศิลปะเพื่อชีวิตที่เข้มข้น ศิลปะที่เกิดจากแรงบีบคั้น แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง ความมีอิสระในทางความคิดมีมากขึ้น ผลงานศิลปะของเขาได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาและรูปแบบในการแสดงออก ไปสู่ศิลปะในรูปแบบธรรมชาติสื่อนัยวิถีชีวิต และอิงปริศนาธรรมในที่สุด นั่นจึงแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ของเขาไม่ได้มีลักษณะตายตัว แต่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเมืองที่ถูกสร้างด้วยเงื่อนไขของรัฐชาติไทยนั่นเอง


โชคชัย ตักโพธิ์. ไม้ค้ำ “คนชายแดน” สื่อผสม. ขนาดความสูง 180 ซ.ม. ปี 2537. 
(ที่มา : แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย. 2537: 158)



โชคชัย ตักโพธิ์. รูปทรงไข่ใบหน้ากาล ปืน จอบขุดดิน จุดนั้น. สื่อผสม.  ขนาด 82x64, 84x61, 86x62 ซ.ม. ปี 2541 (ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)



ภาพประกอบ 40  โชคชัย ตักโพธิ์. ท้องทุ่ง เมล็ดข้าว. สื่อผสม. 83.5x303 ซ.ม. ปี 2541 (ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)


3. ศิลปะสะท้อนสังคม : อัตลักษณ์ภายใต้โลกาภิวัตน์

          ความเป็นพื้นที่แห่งโลกสมัยใหม่ ได้ดึงโชคชัย ตักโพธิ์ เข้าไปสู่การเรียนรู้ศิลปะตะวันตกที่ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย ในช่วงเวลาที่เขาเป็นนักศึกษา ดังนั้น การได้รับอิทธิพลทั้งทางด้านแนวความคิด รูปแบบ และกลวิธีในการสร้างภาพ จึงส่งผลมาสู่การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ของเขาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะการหยิบยืมเอารูปแบบศิลปะจากลัทธิต่างๆ เช่น ลัทธิสำแดงอารมณ์ และลัทธิอื่นๆ โดยเฉพาะผลงานของเอ็ดวาร์ด มุงค์ เขาได้นำไปโยงกับผลงานของเขาในชุด “ใบหน้า” และโยงชื่อกลุ่มสะพาน ไปดัดแปลงเป็นผลงานชุด “สะพานพุทธ” และในช่วงก่อนและหลังแหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เขาได้รับอิทธิพลศิลปะแนวเพื่อชีวิตของเอ็ดวาร์ด มุงค์ จากภาพชื่อ “เสียงกู่ร้อง” และอีกหลายๆศิลปิน เป็นต้น รวมทั้งการได้รับอิทธิพลจากศิลปินไทย โดยเฉพาะผลงานของกมล ทัศนาญชลี และการได้ไปศึกษางานในต่างประเทศ ก็ล้วนเป็นปัจจัยนำไปสู่ความพยายามที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้มีรูปแบบเป็นสากลนั่นเอง
        นอกจากนั้น แนวคิดปรัชญาของชาวตะวันตกและชาวตะวันออก ที่หลั่งไหลมาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งอิทธิพลต่อแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานของโชคชัย ตักโพธิ์ ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการที่เขาพยายามตีความคำว่า “ชีวรูป” ซึ่งมาจากคำว่า “ชีววิทยา” ของโจอัน มิโร และพยายามนำไปเชื่อมโยงกับแนวคิดปรัชญาของชาวตะวันออกคือ คำว่า “ชีวาตมัน” ของฮินดู-พราหมณ์ และตีความ “ชีวาตมัน” สอดคล้องกับคำ “พีช-อาลัยวิญญาณ” ของพุทธมหายาน ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงออกเกี่ยวกับ “ความรันทด” ของผู้คนในสังคม ดังจะเห็นได้ในผลงานของเขาช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้น จึงนับได้ว่า เป็นการเชื่อมโยงความเป็นตะวันตกเข้ากับความเป็นตะวันออก ต่อมา เมื่อเขาได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี หลักปรัชญาของ “พุทธเถรวาท” จึงได้ซึมซับเป็นเนื้อเดียวกับวิถีการดำเนินชีวิตของเขา หลัก “สมาธิ” และผลแห่ง “จิต” ผลจากการปฏิบัติธรรม จากสภาวธรรมก็ได้เชื่อมโยงไปสู่สภาวศิลปะของเขา ซึ่งมันแสดงนัยยะแบบซ้อนมิติ ที่ถือเป็น “อัตลักษณะ” เฉพาะตัวของโชคชัยมากที่สุด
        ดังนั้น หากอธิบายอัตลักษณ์ของโชคชัย ตักโพธิ์ จากกระแสอิทธิพลดังกล่าว สามารถอธิบายตามแนวคิดของฮอลล์ (Stuart Hall) ที่ได้เสนอแนวคิดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนและอัตลักษณ์ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเป็นเขา ความเป็นเรา ฉะนั้น “ภาพเขียน” ของโชคชัย ตักโพธิ์ ที่ได้รับอิทธิพลดังกล่าว ก็อาจเป็นการสร้างความหมายภาพตัวแทนและอัตลักษณ์บางประการ กล่าวคือ เขาพยายามสร้างภาพตัวแทนของเขาด้วยความเป็นคนตะวันออกด้วยเนื้อหาของเขาเอง ในขณะเดียวกันเขาก็สร้างภาพตัวแทนความเป็นตะวันตก ด้วยรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ของชาวตะวันตก ในลักษณะแบบบูรณาการนั่นเอง
         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของโชคชัย ตักโพธิ์ พบว่า แม้เขาจะเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านระบบทุนนิยม และต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ในแง่ของการคุกคามวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบชาวพุทธ แต่ผลงานของเขากลับพยายามสร้างสรรค์มันออกมา โดยไม่ได้ต่อต้านความเป็นหลังสมัยใหม่ (Postmodern) เขาเลือกที่จะพัฒนารูปแบบให้มีความเป็นสากล แต่ต้องผสมผสานกับเนื้อหาความเป็นท้องถิ่นอีสาน ที่เรียกว่า “ตะวันตกบวกตะวันออก” จึงเป็นการรอมชอมเพื่อให้ศิลปะของเขา มีที่ยืนอยู่ในพื้นที่ของโลกศิลปะกระแสหลักและโลกหลังสมัยใหม่ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นการเดินทาง “สายกลาง” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แนบแน่นอยู่ในใจของเขา ศิลปะของเขาจึงเปรียบเสมือนเป็นการพิสูจน์ว่า เมื่อสภาวะจิตของเขาได้รับการพัฒนาไปสู่ฌานชั้นสูง หรือแม้แต่การจะเข้ากระแสธรรมขั้นสูงในอนาคต รูปแบบศิลปะของเขาจะได้รับการพัฒนาไปในรูปแบบใด ย่อมเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ เนื่องด้วยทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ศิลปะ ชีวิต และอัตลักษณ์ของเขาก็ย่อมเป็นไปตามนั้น


โชคชัย ตักโพธิ์. ใบหน้ากาล. ภาพพิมพ์. ผลงานสูญหายใน ปี พ.ศ. 2519 
(ที่มา แฟ้มภาพของโชคชัย ตักโพธิ์)



โชคชัย ตักโพธิ์. เดินจงกรม. เครยอง. 54x75 ซ.ม. ปี 2543  
(ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)



โชคชัย ตักโพธิ์. วัดหนองป่าพง. เครยอง ดินสอถ่าน. 69x79 ซ.ม. ปี 2545  
(ที่มา: แฟ้มภาพส่วนตัวของโชคชัย ตักโพธิ์)


บทสรุป

  ผลจากการศึกษาและวิเคราะห์ผลงานทัศนศิลป์ของโชคชัย ตักโพธิ์ พบว่า เขาเป็นศิลปินอีกผู้หนึ่ง ที่ยอมสละชีวิตของตัวเองไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อชีวิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตรึงเครียดของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ความจริงใจและอุดมการณ์ที่ก้าวข้ามความกลัวตาย จากการไล่ล่าของฝ่ายตรงกันข้าม ได้ทำให้เขามีตัวตนที่ถูกขนานนามว่า “เป็นศิลปินเพื่อชีวิต” ที่ยึดมั่นอุดมการณ์เพื่อสังคม จนทำให้เขากลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ความเป็นศิลปินเพื่อชีวิตของเขาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากศิลปินเพื่อชีวิตคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน หากแต่มีความแตกต่างจากกลุ่มศิลปะเพื่อศิลปะก็คือ เขาไม่ได้ขายผลงานและขายอุดมการณ์ เพื่อเงินตราและเหรียญรางวัลเฉกเช่นศิลปินในกลุ่มกระแสหลัก แม้ในช่วงหลังจนถึงปัจจุบัน อุดมการณ์ของเขาได้ยกระดับไปสู่ความจริงแท้ของสภาวธรรมคือ ธรรมชาติที่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นของธรรมดา และธรรมะของพระพุทธเจ้าที่สอนให้รู้เหตุของการเกิดสภาวธรรม และทรงสอนให้รู้หนทางแห่งความหลุดพ้น เขาจึงปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปกับการปฏิบัติศิลปะ เพื่อให้ผลงานศิลปะของเขามีประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ และการปฏิบัติธรรมมีประโยชน์ต่อการหลุดพ้นของตัวเอง นั่นคือ ความแตกต่างสูงสุด เท่าที่เคยมีปรากฏในประเทศไทย
นอกจากสิ่งที่ค้นพบในความเป็นตัวตนดังกล่าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือ เรื่อง “แนวคิด ทฤษฎี/ปรัชญา” ที่แฝงอยู่ในความเป็นศิลปินของโชคชัย ตักโพธิ์ ซึ่งมีความแตกต่างจากชาวตะวันตก คือ การนำเอาหลักคิดปรัชญาและคำสอนจากพระพุทธศาสนา มาเป็นหลักแนวความคิด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้มีความเป็นตะวันออก หรือสอดคล้องกับความเป็นไทย เพื่อรักษาตัวตนและความเชื่อดั้งเดิมเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากโชคชัย ตักโพธิ์ เป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาทั้งชีวิต ฉะนั้น ปรัชญา “พุทธเถรวาท” จึงได้มาปรากฏในผลงานส่วนใหญ่ของเขา เขาพยามสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้เข้าไปใกล้เคียงกับคำสอนของพระพุทธองค์ให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่า หลังจากที่เขาได้ปฏิบัติธรรม จนสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นแล้ว พุทธิปัญญาก็จะบังเกิดขึ้นในผลงานศิลปะของเขาด้วย
         อย่างไรก็ตาม ผลงานศิลปะของโชคชัย ตักโพธิ์ ทั้งหมด ทำให้เห็นภาพรวมของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนตายตัว ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจังตามกฎไตรลักษณ์ ผลงานศิลปะของเขาก็เช่นกัน จึงเห็นได้ว่า รูปแบบและกลวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ได้เลื่อนไหลไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ และเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยอันควร ดังนั้น การปรับตัวให้เลื่อนไหลไปตามกระแสของสังคม และกระแสโลกาภิวัตน์ จึงเป็นความชาญฉลาดที่ทำให้เขายืนอยู่ได้อย่างสง่างาม บนพื้นที่ของโลกศิลปะหลังสมัยใหม่นั่นเอง