หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

(005) ธรรมปฏิบัติสัญจรอินเดีย ครั้งที่ 2 และ 3 กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร






ธรรมปฏิบัติสัญจร 
"อินเดีย"  ครั้งที่ 2
1-10 พฤษภาคม 2558



"นิทานธรรม จากปัตจัตตังธรรม"

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 1 - 10 พฤษภาคม 2558 บุรุษผู้หนึ่งและคณะผู้ร่วมติดตามรวมทั้งหมด 10 ท่าน ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมสัญจร ณ ดินแดนพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งในการไปในครั้งนี้ ได้มีเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องราวอัศจรรย์ที่เป็นปัตจัตตัง ได้บังเกิดขึ้นในหมู่คณะ ผู้เขียนจึงขอนำเอาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าเป็น "นิทานธรรม" ซึ่งเป็นเรื่อง "เสมือนจริง" ที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของนักภาวนา ซึ่งมิมีเจตนาจะให้ผู้ใดคิดว่าเป็นจริงเป็นจัง อีกทั้งมิมีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมาให้ใครใหลหลง และขออย่าได้ยึดเอาเรื่องราวเหล่านี้ ไปเป็นครูอาจารย์ เพราะผู้เขียนก็ยังโง่เขลาอยู่ เพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่กันและกันเท่านั้น ดังเรื่องราว "นิทานธรรม" ต่อไปนี้






1. "สภาวธรรมสองแม่ลูก"
บังเกิดขึ้นใต้ต้นศรีมหาโพธิ์

ท่านทั้งหลาย ขอเริ่มต้นนิทานธรรมเรื่อง "ธรรมปฏิบัติสัญจร อินเดีย ครั้งที่ 2" ด้วยเรื่องราวที่บังเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ณ บริเวณใต้ต้นศรีมหาโพธิ์และพระมหาโพธิเจดีย์ แห่งเมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย กล่าวคือ คณะพวกเราได้ไปกราบพระพุทธเมตตา และเจริญภาวนาอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ตั้งแต่ตีห้า ส่วนบุรุษผู้หนึ่งได้แทรกกายนั่งภาวนา อยู่ท่ามกลางพระพม่านับหลายสิบรูป ส่วนญาติธรรมท่านอื่นๆ นั่งอยู่ห่างถัดออกไป พวกเราภาวนานานนับชั่วโมง หลังจากออกจากสมาธิแล้ว สองแม่ลูกได้มาเล่าให้ฟังว่า "คุณจุ๋ม" ผู้เป็นแม่ เธอเห็นกายในของบุรุษผู้หนึ่งด้วยตาเนื้อว่า กายเป็นพระมีผิวกายสว่างไสวเป็นสีทอง สว่างอยู่ท่ามกลางพระพม่า ซึ่งว่ากันว่า อดีตชาติของบุรุษผู้นี้ก็เคยเกิดเป็นพระชาวพม่ามาแล้ว หลังจากนั้น "น้องออม" ผู้เป็นบุตรสาวได้เล่าให้ฟังว่า เธอเกิดญาณรู้เห็นบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่ และก็เกิดรู้เห็นเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ จึงนับว่า เธอทั้งสองเป็นผู้มีบุญวาสนาในทางธรรมและการเจริญภาวนามาแต่ชาติปางก่อน ญาณรู้เห็นนั้น จึงติดตามมาในชาตินี้ ส่วนคุณเป้า เธอก็เห็นพระพักตร์และนิ้วพระหัตถ์อันงดงามของพระพุทธองค์ ณ ที่บริเวณใต้ต้นศรีมหาโพธิ์นี้เช่นกัน





2. "ธรรมปีติที่ดงคสิริ"

ท่านทั้งหลาย เมื่อตอนสายของวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา บุรุษผู้หนึ่งพร้อมคณะญาติธรรมรวมกัน 10 ท่าน มุ่งหน้าสู่ดินแดนบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ภูเขาดงคสิริ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมในอดีต ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์บำเพ็ญตนอย่างหนัก ก่อนที่จะตรัสรู้ สถานที่แห่งนี้ เมื่อปีที่แล้ว บุรุษผู้นี้ก็เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งกระนั้นไม่ได้ขึ้นเขาไปยังสถานที่บำเพ็ญของพระพุทธองค์ เนื่องจากคณะทัวร์มีเวลาจำกัด เขาจึงอธิษฐานว่า จะมาเพื่อการบำเพ็ญภาวนาโดยเฉพาะอีกครั้ง เมื่อมาถึงแล้ว แม้หนทางขึ้นจะสูงชัน แต่พวกเราก็มุ่งมั่นเดินขึ้นไป ท่ามกลางแสงแดดร้อนจ้า 40 องศา แต่ก็เดินภาวนาฝ่าชนแขกขอทาน ไต่ระดับไปจนถึงถ้ำที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ถ้ำแห่งนี้แทรกอยู่หน้าผา มีขนาดเล็กราว 2 x 2.5 เมตร เพดานเตี้ย ปากถ้ำแคบ และมืดแทบมองไม่เห็น อากาศก็น้อยอุดอู้ จึงเหมาะสำหรับนักบำเพ็ญแบบทรมานกาย ปัจจุบัน ชาวทิเบตมาสร้างวัดไว้ติดกับปากถ้ำ จึงกลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำหรับชาวพุทธอีกแห่งหนึ่ง







เมื่อคณะพวกเราขึ้นไปถึงถ้ำแล้ว พวกเราได้เข้าไปกราบพระพุทธรูปปางทรมานกายที่อยู่ภายในถ้ำ บุรุษผู้หนึ่งได้น้อมอธิษฐานจิตบางอย่าง หลังจากนั้น คณะของพวกเราได้ไต่หน้าผาขึ้นไปภาวนา เพื่อถวายบูชาพระศาสดา และแผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณ บุรุษผู้หนึ่งได้เลือกที่นั่งภาวนาบนชะง่อนหน้าผาที่ลาดเอียง ใต้ลงมาเป็นเหวลึก หากตกลงมามีแต่ตายกับตาย แต่ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง เขาสามารถทำสมาธิและมีสติต่อเนื่องเป็นอย่างดี






อย่างไรก็ตาม การมาภาวนาที่ภูเขาดงคสิริในวาระนี้ ได้รับความสงบแลปีติดีมาก ลมอัศจรรย์ก็พัดหมุนติ้วมาในบริเวณที่พวกเรานั่ง เป็นระลอกๆ เป็นเสมือนลมจากผู้มีฤทธิ์เนรมิตให้ อากาศจึงเย็นสบายท่ามกลางอุณหภูมิสูงมากกว่า 40 องศา เมื่อจิตสงบลงเสมือนรู้ภายในใจว่า ชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณเขามีความปีติยินดี เสมือนรอคอยมาช้านาน ความทุกข์ทรมานของพวกเขาเสมือนได้รับการปลดเปลื้องบ้างแล้ว เมื่อแผ่กระแสความเมตตาไปคราวใด กระแสแห่งความปีติของพวกเขาก็ไหลกลับมาที่ใจของบุรุษผู้นี้ เมื่อพิจารณาตามคลื่นกระแส จึงเสมือนเห็นทุกข์อริยสัจของสัตว์โลก พลันน้ำตาก็หลั่งไหลออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก อดกลั้นไว้มากเท่าไร น้ำตาก็ไหลตกเข้าไปข้างในใจมากเท่านั้น




นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาธรรมไปได้สักพัก พลันเกิดสภาวธรรมบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ธรรมที่บังเกิดขึ้นก็เพื่อให้พิจารณาว่า นักภาวนาแลนักสร้างบุญทั้งหลาย "ต้องเป็นผู้ที่เสียสละความสุข" อันเป็นการทวนกระแสความสุขแบบโลกๆ ออกไปจากกายและใจ จึงจะสามารถก้าวไปในทางธรรมได้ ให้ดำเนินตามปฏิปทาที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติให้ดูแล้ว ธรรมชาติจะร้อนจะหนาวหรือเย็นสบายก็อยู่ได้ หนทางจะยากลำบากก็ไปได้ จะเหนื่อยยากลำบากเพียงใด จะกินจะนอนอยู่ในที่ลำบากแค่ไหน ก็ทนได้ ไม่มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมหรือการสร้างความดีได้ พิจารณาไปเท่าไร น้ำตามันก็หลั่งไหลออกมา


พิจารณาธรรมต่อไป ธรรมหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า .... "ให้เดินทางสายกลาง".... ภพนี้เราจะไม่ทรมานร่างกายตนเองเหมือนเมื่อครั้งเป็นฤาษีในอดีต จิตได้พิจารณาย้อนกลับไปตามสภาพร่างกายของพระพุทธองค์ ขณะที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา จิตพิจารณาธาตุทั้งสี่ว่า หากร่างกายขาดอาหารหรือขาดน้ำ ร่างกายก็ขาดธาตุดินธาตุน้ำ เมื่อพระพุทธองค์ทรงกลั้นลมหายใจ ร่างกายก็ขาดธาตุลม เมื่อพระพุทธองค์ทรงกายอยู่แต่ภายในถ้ำอันอุดอู้ หรือทรงตากแดดตากลมฝน ร่างกายก็ขาดความสมดุลในธาตุไฟ การทรมานกายในทุกกิริยา จึงทำให้ขาดความสมดุลในธาตุทั้งสี่ จึงมิใช่ทางพ้นทุกข์ เมื่อพิจารณาตามพระพุทธองค์ จิตก็สว่างแลปีติสุดประมาณ เมื่อพิจารณาได้พอควร จิตจึงอธิษฐานว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะดำเนินตามปฏิปทาของพระพุทธองค์ และได้อธิษฐานบารมีบางอย่าง ความห้าวหาญแห่งจิตใจ จึงได้บังเกิดความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที สุดจะพรรณาออกมาเป็นภาษาได้




"เทวดาหรือมนุษย์เป็นผู้แสดงออก"

พวกเรานั่งภาวนานานหนึ่งชั่วโมง หลังจากออกจากสมาธิแล้ว อานิสงส์คงบังเกิดขึ้นมากมาย เมื่อกลับลงมาที่วัดหน้าถ้ำแล้ว ปรากฏว่า มีชายชาวอินเดียที่เป็นชาวพุทธราวสิบคน ได้เข้ามาทักทายบุรุษผู้หนึ่ง ด้วยการแสดงอาการปีติยินดีอย่างเหลือล้น พร้อมกับระล่ำลักเป็นภาษาแขกระคนปนกันกับภาษาอังกฤษ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจภาษากัน แต่พวกเขาก็พยายามช่วยกันสื่อสารความในใจของพวกเขา คนแล้วคนเล่า สุดท้ายพวกเขาขอก้มลงกราบที่เท้าของบุรุษนี้สามครั้ง ด้วยความนอบน้อม พลันน้ำตาแห่งความปีติยินดีของพวกเขาก็หลั่งไหลออกมา เสมือนเคยมีความผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน นี่ละหนาความทุกข์ของสัตว์โลก แม้จะอยู่กันคนละชาติภาษา แต่ใจและความทุกข์สุขนั้นเป็นภาษาเดียวกัน การแสดงออกอย่างที่ว่านี้ บางทีเทวดาก็แสดงบางอย่างออกมาผ่านธรรมชาติเป็นลมเป็นฝน บางครั้งก็บันดาลออกมาผ่านเสียงสัตว์นานา บางครั้งก็แสดงออกผ่านสังขารร่างกายของมนุษย์ บางครั้งมนุษย์ก็แสดงความเป็นเทวดาออกมาเสียเอง เพื่อสื่อสารอนุโมทนาซึ่งกันและกัน นี่ละความทุกข์ของสัตว์โลก



3. เขาคิชกูฏ

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา คณะพวกเราเดินทางจากพุทธคยามุ่งหน้าสู่เมืองนาลันทา โดยมีภูเขาคิชฌกูฏเป็นจุดหมายแรก เมื่อไปถึงแล้ว คณะพวกเราเดินภาวนาขึ้นเขาคิชฌกูฏ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ด้วยใจศรัทธา พอขากลับคณะพวกเราได้นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่วัดญี่ปุ่น ที่อยู่บนยอดเขาติดกัน ซึ่งปัจจุบัน อินเดียเขาได้พัฒนาขึ้นมา ก็เพื่อความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว ไว้เป็นจุดชมวิวนั่นเอง






เมื่อคณะพวกเราขึ้นไปถึงคันธกุฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเหลือเพียงฐานกุฎีสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก พวกเราได้กราบสักการะแล้ว จึงภาวนาเพื่อถวายบูชาคุณพระศาสดา แม้จะนั่งภาวนาท่ามกลางแสงแดดจ้าอุณหภูมิเกือบ 40 องศา แต่พวกเราก็ภาวนากันนานเกือบชั่วโมง อานิสงส์จึงได้บังเกิดขึ้นมากมาย เมื่อออกจากสมาธิ มีผู้แสวงบุญชาวไทยหลายสิบคนจากจังหวัดกาญจนบุรี มากราบสักการะคันธกุฎีด้วย เมื่อพบกันแล้ว มีนักแสวงบุญเป็นชายชาวไทยสามท่าน ท่าทางเป็นผู้มีบุญแลดูสว่างผ่องใส ขอเข้ามาก้มกราบบุรุษผู้หนึ่ง แม้จะทราบว่าบุรุษผู้นี้มิใช่พระก็ตาม แต่เขาก็น้อมกราบลง ประหนึ่งว่า เคยกราบกันมาแล้วในอดีตชาติ เหตุเกิดขึ้นเช่นนี้ มิใช่จะยกตัวตนให้ผู้ใดหลงใหลในบุรุษผู้นี้ แต่เพื่อเป็นพยานยืนยันว่า บุญที่ได้พากันกระทำแล้วนั้น ได้แสดงให้ผู้ติดตามได้เห็นว่า เมื่อผู้ปฏิบัติจริง ธรรมจริงก็ย่อมมีอยู่จริง ธรรมจริงนั้นอยู่ในที่แจ้ง ผู้ที่มีบุญบารมีมาทางธรรม ก็ย่อมเห็นธรรมนั้นแจ้งอยู่ เรื่องแบบนี้แสดงให้เห็นเพื่อเป็นกำลังใจแก่นักภาวนาและคณะผู้ร่วมเดินทาง จะได้มีกำลังใจเพียรสร้างบุญบารมีกันต่อไป หลังจากนั้นคณะพวกเราไปนั่งสมาธิในถ้ำพระโมคคัลลานะที่อยู่ใกล้ๆกัน นานเกือบชั่วโมง เพื่อถวายบูชาท่าน และแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์










4. กราบหลวงพ่อองค์ดำ

เมื่อคณะพวกเราลงจากเขาคิฌกูชแล้ว พวกเรามุ่งหน้าสู่วัดเวฬุวัน ที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์เป็นวัดแรก หลังจากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่เมืองนาลันทา รัฐพิหาร อินเดีย ทันที เพื่อไปกราบสักการะบูชาพระพุทธรูปองค์ดำ และถวายการสรงองค์ท่านด้วยน้ำมันมะพร้าว ตามที่ชาวพุทธเคยปฏิบัติกันมาแต่โบราณ  ขณะเดียวกัน ญาติธรรมได้พากันสวดอิติปิโส 108 จบ ส่วนบุรุษผู้หนึ่งได้นั่งภาวนาสมาธิถวายบูชาท่าน และแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ใช้เวลาทั้งหมดนานกว่า 3 ชั่วโมง ทุกคนเกิดปีติเสมือนมีเทวดามาอนุโมทนากันมาก ลมก็พัดวูบมาเป็นระยะๆ ท่ามกลางอากาศร้อนกว่า 40 องศา ผู้คนก็ไม่มีมารบกวน คงเพราะไม่ใช่ฤดูของการท่องเที่ยวนั่นเอง






5. รู้เหตุล่วงหน้า

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้สมมุติว่า เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 3 พฤษภาคม 2558  ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนั่งภาวนาอยู่ที่พักแห่งแรกในเมืองคยา ปรากฏว่า เห็นภาพล่วงหน้าว่า คณะพวกเราจะได้ย้ายที่พัก โดยจะมีผู้เปิดห้องพักพิเศษให้ใช้เป็นที่ภาวนา และปรากฏภาพต่อเนื่องว่า คณะพวกเราจะได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีรอยพระบาท ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมหรือการรับรู้เรื่องราวมาก่อน พอวันต่อมา 4 พฤษภาคม 2558 คุณอุ๊ซึ่งเป็นอุบาสิกาผู้ดูแลวัดพุทธสาวิกา ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่พักแห่งแรกมากนัก เธอได้เชิญให้ไปพักที่วัดพุทธสาวิกา เพื่อภาวนาและแผ่เมตตา บุรุษผู้นี้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้ว ก็มิใช่เหตุบังเอิญ จึงสมควรที่เราจะไปภาวนาที่นั่น ตามคำเชิญของผู้ศรัทธา




6. "จิตเข้าสู่สภาวแห่งความเมตตา"

การภาวนาที่ห้องพักวัดพุทธสาวิกา เมืองคยา ในตอนบ่ายของวันที่ 4 พฤษภาคม 2558 ก็มีความสงบสว่างดี พอจิตว่าง จิตได้ผุดรู้ขึ้นมาว่า  ภูมิเทวดาที่นี่เขาดีและมีความปีติยินดีในการมาของพวกเรา เมื่อจิตรับรู้ บุรุษผู้นี้จึงได้อธิษฐานบารมี เพื่ออุทิศแด่ท่านทั้งหลาย ขออนุโมทนากับบุญบารมีของแม่ชีแก้วผู้สร้างวัด ขออุทิศแด่ผู้ดูแล ผู้อุปัฏฐาก ญาติธรรมที่มาอาศัย ตลอดจนคณะผู้มาอินเดีย ญาติธรรมที่เมืองไทย ผู้บริจาคเงินปัจจัยในการเดินทาง จงมีกระแสพระนิพพานติดตามทุกท่านเทอญ แลขอให้ภูมิเจ้าที่ เหล่าพรหมเทวา แลชาวโลกวิญญาณ จงมีความสุขสำราญ ผู้ใดปรารถนาจะเปลี่ยนภพภูมิใหม่ ก็ขอให้ตั้งใจน้อมรับเอาไตรสรณคมเป็นที่พึ่งตลอดไป ขอให้กราบไหว้บูชาและปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา ให้รักษาศีลภาวนา แล้วท่านทั้งหลายจักพ้นจากความทุกข์ได้ ขอให้อนุโมทนาเอาเถิด แล้วจึงแผ่คลื่นแห่งความเมตตาออกไป พลันคลื่นปีติก็หลั่งไหลกลับมาเป็นระลอก แผ่ซ่านเข้าไปข้างในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในสภาวะเช่นนี้ จิตมีปัญญา จึงจับเอาสภาวะนั้นมาพิจารณาต่อไป ใจเสมือนรู้ทุกข์อริยสัจของสัตว์โลก พลันสภาวะแห่ง "ความเมตตา" อันสูงสุด ได้บังเกิดขึ้นที่ใจ น้ำตาก็หลั่งไหลออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้มากเท่าไร น้ำตาก็ไหลย้อนตกเข้าไปข้างในมากเท่านั้น จิตจึงอธิษฐานต่อไปว่า หากพวกท่านมีบุญวาสนา เราจักนิมนต์หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ผู้เป็นครูอาจารย์ของเรามาโปรดพวกท่าน พลันความปีติยินดีก็แผ่ซ่านเข้ามาอีก

เมื่อลุกมาเดินจงกรมต่อ จิตก็พิจารณาความทุกข์ของสัตว์โลกต่อเนื่องไป เดินไปร้องไห้ไป ทุกข์แท้หนอ เราก็ทุกข์ ท่านก็ทุกข์ เทวดาก็ทุกข์ วิญญาณก็ทุกข์ สัตว์โลกก็ล้วนตกอยู่ในความทุกข์ พิจารณาอยู่ไม่นาน พลันจิตก็นึกถึงพี่สาวผู้พึ่งเอ่ยปากกับเราว่า "ถ้าพี่มีเงินพี่ก็อยากจะไปอินเดียด้วย" พลันน้ำตาของผู้น้องชายก็หลั่งไหลออกมา เพราะย้อนเห็นคำของมารดาที่ฝากพี่สาวไว้ว่า ให้ช่วยดูแลเธอด้วย จะไปธุดงค์ที่ใดก็เอาเธอไปด้วย เพราะพี่สาวคนนี้เธอปรารถนาจะร่วมติดตามปฏิบัติธรรมกับน้องชายไปจนวันตาย จิตรำพึงกับตัวเองว่า "นี่เราเมตตาแต่ผู้อื่น แต่เราละเลยพี่สาวไปได้อย่างไร" ใจก็ร้องไห้ออกมา เมื่อจิตจับเอาความทุกข์ของสัตว์โลกมาพิจารณาทบทวนอีก พลันสภาวะแห่ง "ความเมตตา" ก็บังเกิดขึ้นมาที่ใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงเป็นสภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาแต่กาลก่อน บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเข้าใจแล้วว่า "ความเมตตา" ของพระบรมศาสดาและเหล่าสาวกอรหันต์นั้น เป็นเช่นไร ข้าพระพุทธเจ้าเข้าใจแล้วว่า ความเมตตาของหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทนั้น เป็นเช่นไร ทำไมท่านจึงฝืนความทุกข์ทรมานของกายสังขารท่าน เพื่อไปโปรดสัตว์โลกในที่ต่างๆ แลบัดนี้ "สภาวะแห่งความเมตตา" นั้น ได้บังเกิดขึ้นที่ใจของข้าพระพุทธเจ้าแล้วเช่นกัน และเข้าใจแล้วว่า ความเมตตานั้น มีพลานุภาพเหนือกว่าฤทธิ์อภิญญาใดๆ ในสามแดนโลกธาตุ




7. "เทวดาปีติ"

เช้าวันต่อมา คุณรีจอยส์ ผู้เป็นลูกหลานของโยมอุปัฏฐานองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และพ่อแม่ครูอาจารย์สืบมาหลายองค์จนถึงปัจจุบัน เธอเป็นผู้มีญาณทั้งในสมาธิและญาณในฝัน ซึ่งเป็นบุญบารมีเฉพาะตนติดตามมาแต่ชาติปางก่อน เธอได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเทวดามาสื่อสารให้ทราบว่า พวกเขาดีใจและปีติยินดีสุดที่จะประมาณได้ พวกเขาระล่ำระลักออกมาว่า พวกเขาได้รับกระแสแห่งความเมตตา ที่สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ทรมานอันยาวนานของพวกเขาได้ 





8. "พรหมโยนี"

หลังจากนั้น เวลาประมาณบ่ายห้าโมงเย็นของวันที่ 4 พฤษภาคม 2558 คณะพวกเราได้ไปที่ภูเขาใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ที่เรียกว่า "พรหมโยนี" ซึ่งเป็นที่บำเพ็ญของชฎิล(ฤาษี)สามพี่น้อง พร้อมบริวาร 1,000 ตน ในเมื่อครั้งพุทธกาล หลังจากพระพุทธองค์ได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้าแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดชฎิลทั้งหมด จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้ง 1,000 พระองค์ เมื่อคณะพวกเราไปถึงแล้ว นึกไม่ถึงว่า จะมีรอยพระบาทแม้จะทำขึ้นมาใหม่ แต่ก็ตรงกับที่เห็นภาพล่วงหน้ามาแล้ว จึงไม่มีความสงสัยใดๆว่า นี้มิใช่เหตุบังเอิญแน่นอน ดังนั้น คณะพวกเราจึงเจริญภาวนา เพื่อถวายบูชาและแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ โดยนั่งภาวนาตรงหน้าผาข้างรอยพระบาทนั้น เมื่อเริ่มภาวนาก็ปรากฏลมเชยพัดมาเป็นระยะๆ แม้จะนั่งภาวนานานแค่ครึ่งชั่วโมง แต่จิตก็มีพลังและสงบดี มีความปีติเบิกบาน เพราะได้สำนึกในบุญคุณของพระพุทธองค์ และเหล่าสาวกที่บังเกิดขึ้น ณ บริเวณนี้ อย่างสุดประมาณ จิตจึงรำลึกถึงคุณครูอาจารย์แลญาติธรรม ทั้งที่อยู่เมืองไทย ตลอดจนผู้ร่วมอยู่ที่อินเดีย รวมทั้งผู้ที่ได้บริจาคปัจจัยในการเดินทาง และผู้ร่วมอนุโมทนา จึงตั้งจิตอธิษฐานบารมีว่า ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่าน จงมีกระแสพระนิพพานติดตามไปทุกภพชาติเทอญ พลันน้ำตามันก็ไหลออกมา เพราะใจทราบว่า พลานิสงส์ได้บังเกิดขึ้นแล้วนั่นเอง







เมื่อพวกเราเดินกลับลงมา ก็พบกับแขกผู้หน้าสงสารตลอดเส้นทาง จิตก็พิจารณาความทุกข์ของสัตว์โลกซ้ำอีก เมื่อพิจารณาไปเท่าไร น้ำตามันก็ตกเข้าข้างในใจมากเท่านั้น เพราะความเมตตาสงสารมันบังเกิดขึ้นที่ใจ ซึ่งมิสามารถจะยกออกมาอธิบายได้ จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมพระพุทธองค์และเหล่าสาวกอรหันต์ ท่านจึงมีความเมตตาต่อสัตว์โลกมิมีประมาณ เมื่อสิ่งนี้ได้บังเกิดที่ใจเราแล้ว อ๋อ...มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม การที่คณะพวกเราได้ไป ณ พรหมโยนี ในครั้งนี้ จะว่าบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ได้ เพราะวันที่ไปภูเขาดงคสิริ ขณะที่พวกเราเดินทางผ่านแม่น้ำเนรัญชรา บุรุษผู้หนึ่งได้รำลึกถึงภูมิของชฎิลทั้งพันองค์ว่า อยู่ ณ ที่บริเวณใด เพราะใจอยากจะไปภาวนาบูชาท่าน จึงได้เอ่ยปากพูดกับญาติธรรม พอเช้าวันนี้ อยู่ดีๆก็มีแม่ชีท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ท่านพึ่งไปดูสถานที่แห่งหนึ่งว่า เป็นที่บำเพ็ญเพียรของชฎิลสามพี่น้อง เราจึงตัดสินใจเดินทางไปในช่วงบ่ายห้าโมงทันที





9. "อัศจรรย์วันวิสาขบูชาของอินเดีย"

ท่านทั้งหลาย เนื่องในวันวิสาขบูชาของชาวอินเดียนั้น ทุกปีจะจัดขึ้นไม่ตรงกับประเทศไทย เพราะปฏิทินของอินเดียไม่มีเดือนแปดสองหน ซึ่งปี 2558 นี้ วันวิสาขบูชาของชาวอินเดีย จึงตรงกับวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน หรือตรงกับวันที่ พฤษภาคม 2558 วันวิสาขบูชาของอินเดีย จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ พุทธมณฑลพุทธคยา รอบมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธองค์

สำหรับวันวิสาขบูชาของชาวอินเดียในปีนี้ รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญมาก โดยในปีนี้ รัฐบาลจัดให้มีขบวนรถไฟฟรีจากบอมเบย์ นิวเดลี และเมืองอื่นๆ สู่พุทธคยา จัดบริการรถไฟฟรีแก่พุทธศาสนิกชนชาวอินเดียเป็นกาลเฉพาะ จึงมีผู้คนหลั่งไหลมาทุกสารทิศ และไม่เฉพาะชาวอินเดียเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างประเทศอีกจำนวนมาก ต่างมุ่งมาที่เดียวกันด้วยความศรัทธา จึงนับว่าเป็นความอัศจรรย์ อย่างที่พวกเราไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน โลกทุกวันนี้ บุญของพระพุทธศาสนาจึงยังคงมีอยู่ และนับว่าผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้มีอานิสงส์ คือ เป็นผู้ที่มีกระแสพระนิพพานติดตามภพชาติไป








10. "ชายแขก แปลกดี"

ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนแห่งวันวิสาขบูชาของชาวอินเดียนี้ คณะแสวงบุญชาวไทยรวมสิบเอ็ดคน ได้ไปกราบสักการะบูชาพระพุทธเมตตา และเดินเวียนเทียนรอบพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ท่ามกลางเหล่าพุทธศาสนิกชนที่เนืองแน่นจนแทบเต็มพื้นที่ ขณะที่คณะพวกเราเดินเวียนเทียนอยู่นั้น มีชายแขกชาวอินเดียผู้หนึ่ง เฝ้าติดตามถ่ายรูปบุรุษผู้หนึ่งและชาวคณะ ประเดี๋ยวก็มายืนอยู่มุมนี้ เผลอแว็บเดียวก็ไปยืนดักรออีกมุมหนึ่ง และอีกมุมถัดไป กระทำซ้ำกันไปอยู่อย่างนั้น จนครบทั้งสามรอบ สุดท้าย ได้ติดตามไปขอก้มลงกราบแทบเท้าของบุรุษผู้นี้ พร้อมทั้งระล่ำระลักขอได้โปรดเมตตาให้พร และจับที่ศรีษะของเขา เมื่อได้รับความเมตตาแล้ว ดูเขามีความปีติจนน้ำตาไหลออกมา

มันก็แปลกดี หรือนี่คือความดี จึงทำให้เกิดความปีติแก่บุคคลที่ไม่เคยรู้จักกันได้ อย่างน้อยก็ทำให้ญาติธรรมผู้ติดตาม ได้มั่นใจในผลานิสงส์ ที่คณะพวกเราได้ร่วมกันกระทำ ความดีนี้ เทวดาก็สรรเสริญ มนุษย์ก็สรรเสริญ บางทีเทวดาก็แสดงออกมาผ่านร่างมนุษย์ บางทีมนุษย์ก็แสดงออกเป็นเทวดา แม้จะต่างชาติ ต่างภาษา ทั้งมีตัวตนและไม่มีตัวตน ต่างก็มีภาษาเดียวกันคือ "ภาษาใจ" ที่สามารถสื่อสารกันได้ทั้งโลกธาตุ

อันนี้ มิได้มีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใด เพียงแต่เล่าประสบการณ์นี้ไว้ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กันและกันเท่านั้น





11. "ภาวนาในวันวิสาขบารมี"

ท่านทั้งหลาย หลังจากคณะของพวกเรากลับจากการเวียนเทียนที่มหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์แล้ว พวกเรากลับมาภาวนาต่อในที่พักแห่งแรก (อยู่ไม่ไกลจากมหาโพธิเจดีย์) เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ญาติธรรมอยากฟังธรรมจากบุรุษผู้หนึ่ง พวกเราจึงได้สนทนาธรรมกันต่อ ขณะที่พวกเราสนทนาธรรมกันอยู่นั้น น้องออมผู้มีตาทิพย์ เธอเห็นเทวดามานั่งฟังอยู่ด้วย ต่อมามีพวกวิญญาณที่น่ากลัวเข้ามายืนอยู่หน้าห้อง แต่วิญญาณเหล่านั้นไม่กล้าเข้ามาใกล้ จนกระทั่งเวลาเลยเที่ยงคืนไปแล้ว บุรุษผู้หนึ่งตั้งใจจะพาหมู่คณะภาวนาต่อจนสว่าง แต่มีเหตุบังเอิญต้องได้พบกับคุณวัส หนุ่มไทยที่จาริกแสวงบุญจากศรีลังกาสู่อินเดีย แบกกระเป๋าพะรุงพะรังเข้ามาในที่พักยามดึกดื่น แม้จะไม่สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่สถานที่พักได้ แต่เราก็เมตตาให้เขาไปพักในห้องที่เรากำลังจะนั่งภาวนา เสมือนเทวดาส่งให้เขาได้มาพบกับญาติธรรม เมื่อพบกันแล้ว ก็สนิทสนมพูดคุยกันประหนึ่งว่า เคยสนทนากันไม่จบมาแต่ชาติที่แล้ว 



12. "ภาวนาที่สระมุจลินทร์"

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้สมมุติว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 กล่าวคือ คณะพวกเราได้เดินทางไปภาวนาที่สระมุจลินทร์ สถานที่ที่พญานาคมุจลินทร์ คอยให้การอุปัฏฐากและปกป้องขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากต้นศรีมหาโพธิ์และมหาโพธิเจดีย์ ราว 1 กิโลเมตร แต่รถเครื่องต้องอ้อมไปไกลหลายกิโลเมตร ปัจจุบันสระน้ำแห่งนี้เหลือพื้นที่ความเป็นสระขนาดประมาณ 1 ไร่ ถูกล้อมรอบด้วยบ้านของชาวอินเดีย และถูกปล่อยร้างมีสภาพสกปรก ไม่เหลือสภาพดั้งเดิมของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมื่อครั้งพุทธกาล นั้นเพราะเป็นไปตามกฎอนิจจังนั่นเอง





พวกเราตั้งใจไปภาวนา ณ สถานที่แห่งนี้ ก็เพื่อเป็นการถวายบูชาพระพุทธเจ้า และรำลึกถึงคุณงามความดีของพญานาคมุจลินทร์ ที่คอยดูแลอุปัฏฐากพระบรมศาสดา ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว บุรุษผู้หนึ่งไม่มีเวลามายังสถานที่แห่งนี้ เขาจึงได้อธิษฐานจิตว่า เขาจะกลับมาภาวนาในสถานที่แห่งนี้สักครั้ง อีกทั้งเมื่อครั้งกระนั้น (ปี 2557) คุณครูกี๋ที่ไปด้วย เธอก็เห็นพญานาคสีดำตัวใหญ่ พญานาคบอกเธอว่า ท่านมาจากสระมุจลินทร์ แต่มิได้บอกว่าเป็นใคร จึงเป็นเรื่องคาใจที่บุรุษผู้นี้ต้องมาแห่งนี้ให้ได้ เมื่อมาถึงแล้ว บุรุษผู้นี้ได้เข้าที่ภาวนาทันที ไม่นานจิตสงบลงอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่ามีคลื่นปีติด้วยความยินดี แผ่ซ่านเข้ามาเป็นระยะๆ จิตพิจารณาเห็นความสุขความทุกข์ของสัตว์โลก จึงแผ่เมตตาออกไปมิมีประมาณ พลันคลื่นปีติก็แผ่ซ่านไหลย้อนกลับมาที่ใจหลายระลอก 

อย่างไรก็ตาม การภาวนาในสถานที่นี้ แม้จะมีชาวแขกมามุงห้อมล้อม ส่งเสียงดังอึกทึก แต่ก็สามารถนั่งภาวนาได้สงบดี เมื่อภาวนาและแผ่เมตตาไปได้ระยะหนึ่ง ก็ปรากฏมีเสียงสัตว์นานา ไม่ว่านก วัว แพะ แกะ และสุนัข ร้องระงมขึ้นมาพร้อมๆกัน นานประมาณ 1-2 นาที แล้วก็เงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียงกัน เสมือนเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวโลกทิพย์ดลบันดาลผ่านเสียงสัตว์เหล่านั้นว่า พวกผู้ข้าได้รับกุศลผลบุญแล้ว จึงขอขอบพระคุณและอนุโมทนากับคณะของพวกท่าน

เมื่อออกจากสมาธิแล้ว คุณรีจอยส์เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เธอนั่งภาวนา เธอเห็นพญานาคในสมาธิ มาในร่างงูสีดำ เลื้อยเข้ามาในวงหมู่คณะ พร้อมกับจ้องตากับเธอในระยะกระชั้นชิด เธอเล่าต่อไปว่า หากเธอตกใจร้องออกมาว่า "งู" หมู่คณะคงตกใจแตกหือเป็นแน่ จึงได้แต่นั่งนิ่งไว้และแผ่เมตตาออกไป ส่วนคุณวัสก็เห็นงูสีดำด้วยตาเนื้อ เลื้อยเข้ามาในวงหมู่คณะ และคุณจ็อดก็เห็นงูสีดำเลื้อยผ่านเข้ามาทำเสียงดังเช่นกัน แต่แปลกที่เขาทำให้เห็นเพียงบางคน  และทำไมอยู่ดีๆ เด็กชาวแขกที่มามุงห้อมล้อมเพื่อขอทาน จึงถอยไปตั้งหลักกันอยู่ในแปลงนาห่างออกไป หรือว่าพญางูเป็นผู้กันแขกพวกนี้ออกไป เพื่อให้พวกเราได้ภาวนาได้เต็มที่กระมัง เมื่อทราบเรื่องราวกันแล้ว ต่างก็เกิดความปีติในบุญ จิตก็ตื่นเบิกบานกันถ้วนหน้า






13. "เผชิญคลื่นดำของพวกมิจฉาทิฏฐิ"

ท่านทั้งหลาย เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 หลังจากคณะพวกเราได้กลับจากสระมุจลินทร์ และต่อด้วยการไปภาวนาใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ในมณฑลพุทธคยาแล้ว เมื่อกลับมาถึงที่พักแห่งแรกที่อยู่ไม่ไกลจากมณฑลพุทธคยามากนัก คืนนี้ บุรุษผู้หนึ่งจึงตั้งใจจะพาญาติธรรมภาวนาจนสว่าง โดยเฉพาะสองแม่ลูกคือ คุณจุ๋มและน้องออม ที่พยายามจะถือเนสัชชิกด้วยการไม่นอน ซึ่งวันก่อนพวกเธอสามารถทำได้แค่เพียงตีสอง แล้วตื่นตีสี่ไปทำวัตรเช้าและภาวนาต่อที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ วันนี้ บุรุษผู้นี้จึงตั้งใจจะพาพวกเธอทำให้ได้ เพื่อเป็นการฝึกอินทรีย์ให้กับเธอ อีกทั้งผลานิสงส์ในการภาวนา ด้วยการไม่นอน 1 คืน จะได้ติดตามพวกเธอไปอย่างน้อย 1 ชาติ




อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนก่อน ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนั่งภาวนาในสถานที่พักแห่งแรก ปรากฏว่า มีคลื่นดำแผ่ซ่านเข้ามา มืดครึ้มไปทั่ว จิตผุดรู้ขึ้นมาว่า มีคลื่นดำของพวกมิจฉาทิฏฐิแผ่เข้ามา จิตจึงเอ่ยออกไปว่า "พวกท่านจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ชั่ง จะมีเจตนาเช่นไรก็ชั่ง เรามีแต่ความเมตตา จึงขอแผ่บุญกุศลไปให้ และขอท่านอย่าได้กระทำเช่นนี้อีก มันจะเป็นบาปกรรม" บุรุษผู้นี้จึงอธิษฐานบารมีออกไป พลันความสว่างใส ก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่คลื่นดำนั้น 

แต่มาในคืนนี้ ขณะที่กำลังจะเริ่มภาวนา คุณใบผู้มีตาทิพย์ เธอเห็นกายในของนักบวชสตรีชุดขาว โผล่เข้ามาหน้าประตูอย่างรวดเร็ว เธอตกใจร้องไห้ออกมา บุรุษผู้หนึ่งจึงปลอบใจเธอไปว่า อย่าตกใจ เขาคงแสดงให้รับรู้เฉยๆ เขาคงมาดูว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่เป็นไรหรอก  ต่อมา น้องออมผู้มีตาทิพย์ เห็นร่างดำทมึนท่าทางเอาเรื่องโผล่อยู่นอกห้อง แม้เธอจะตกใจ แต่จิตเธอก็เข้มแข็งไม่หวาดหวั่น เมื่อคณะพวกเราเริ่มปิดไฟ และนั่งสมาธิในราวเกือบเที่ยงคืน เมื่อเงียบเสียงสงบลง ปรากฏมีเสียงผู้ชายกระแอมแบบตวาดข่มขู่ อยู่หน้าประตูห้อง แต่พวกเรายังนิ่งเฉย ไม่นานเสียงตวาดข่มขู่ก็ดังซ้ำขึ้นอีกถึงสองครั้ง บุรุษผู้หนึ่งเฝ้าดูการกระทำของเขาอยู่ จึงพิจารณาเห็นความหลงของพวกเขา จึงเอ่ยจิตออกไปว่า 

"ท่านอย่าได้กระทำการรบกวนผู้กำลังทำสมาธิอยู่เลย ท่านรู้ไหมว่า มันจะเกิดกรรมหนักมากขนาดไหน นี่ยิ่งมาทำกับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กรรมนั้นยิ่งหนักมากเข้าไปอีก พวกเราไม่เคยคิดมาเบียดเบียนใคร มีแต่มาเพียรละกิเลสและแผ่เมตตาให้แก่กัน ส่วนท่านจะรับเอาหรือไม่นั้น ก็จงพิจารณาเอาเถิด" 

หลังจากนั้น เหตุการณ์ก็สงบลง พวกเรานั่งภาวนาในห้องนาน 1 ชั่วโมง และต่อด้วยการสนทนาธรรมกันเล็กน้อย หลังจากนั้น บุรุษผู้หนึ่ง พาสองแม่ลูกคือ คุณจุ๋มกับน้องออม และคุณจ๊อด นั่งสมาธิต่อจนถึงสว่าง จึงนับว่า มีอานิสงส์ติดภพชาติไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงราวตีสาม บุรุษผู้หนึ่งพาสองแม่ลูกไปเดินจงกรมอยู่บริเวณลานข้างนอก ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งเดินจงกรมพิจารณาธรรมไปได้สักระยะหนึ่ง ปรากฏว่า มีเสียงชายลึกลับตวาดข่มขู่ก้องขึ้นมาภายในใจว่า... "มาทำไม เก่งนักรึ มายุ่งที่นี่ทำไม" ... เสียงนั้นดูมีพลังอำนาจแผ่ซ่านกระทบไปทั้งกาย แต่ก็เป็นพลังมืดของเหล่าอสูรกาย ซึ่งแม้จะดูน่าเกรงขามสักปานใด แต่ก็มิได้ทำให้บุรุษผู้นี้หวั่นไหวแม้แต่น้อย  เพราะบุรุษผู้นี้ได้ประจักษ์แล้วว่า "ความเมตตา" นั้น มีพลังอำนาจเหนือกว่าฤทธาใดๆ ในสามแดนโลกธาตุ  บุรุษผู้นี้พิจารณาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เสมือนมีเหตุมาจากความหลงฤทธิ์อวิชชา หลงพื้นที่ภพภูมิ ของผู้ที่ไม่มีตัวตน ซึ่งเรื่องแบบนี้ปรากฏมีทุกยุคทุกสมัย แม้ปัจจุบัน เมืองพุทธคยา ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่เว้น 

บุรุษผู้นี้ จึงถือโอกาสแสดงธรรมต่อผู้ลึกลับ ตามสติปัญญาไปว่า....

"เราเป็นบุคคลธรรมดา ที่มาเพื่อเพียรละกิเลสออกจากใจ มิได้มีดี มีเก่ง มาอวดเบ่งใส่ผู้ใด และไม่เคยรู้เรื่องการกระทำของผู้ใด มีแต่ใจพามากราบพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วทำไมพวกท่านจึงมาอวดเก่งเบ่งใส่พวกเราละ พวกท่านนับว่า เป็นผู้ที่โชคดีที่ได้อยู่ใกล้ดินแดนของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมพวกท่าน จึงไม่ยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นครูอาจารย์ ทำไมพวกท่านไม่พิจารณาด้วยสติปัญญา ดูซิ ดูความดีของพระพุทธเจ้า ทำไมถึงยังมีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้พระองค์ท่าน ทำไมจึงมีผู้สร้างพระสถูปเจดีย์ถวายท่าน พระพุทธองค์ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์อภิญญาเหนือกว่าใครๆ ทั้งสามแดนโลกธาตุ แต่พระพุทธองค์ท่านก็มิเคยใช้พลังอำนาจเหล่านี้ ไปทำร้ายเบียดเบียนผู้ใด ท่านมีแต่ความเมตตา "ความเมตตา" เหนือกว่าสรรพฤทธาใดๆ ทำไมพวกท่านจึงไปเลือกปฏิบัติตามแนวทางของพระเทวทัต ดูซิ พระเทวทัตท่านก็มีฤทธิ์อภิญญามากมาย แต่สุดท้ายก็ตกลงสู่มหาอเวจี ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ด้วยความหลงในอวิชชานั้น แล้วมันดีไหมละ พวกท่านจงพิจารณาดูซิ พระเทวทัตมีผู้คนกล่าวสดุดีสรรเสริญหรือไม่ มีผู้สร้างเจดีย์ถวายหรือไม่ ทำไมพวกท่านไม่ใช้ปัญญาพิจารณาเอา มัวหลงอวิชชาอยู่ได้ เราก็แนะนำพวกท่านได้แต่เพียงเท่านี้ เรามีแต่ความเมตตามาแผ่ให้พวกท่าน ท่านจะยินดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของท่าน เพราะเราได้ดำเนินตามปฏิปทาของพระบรมศาสดา และครูอาจารย์ของเราแล้ว เรามา ณ ที่นี่ มิได้มีจุดมุ่งหมายมาทำร้ายผู้ใด เพราะนี้มิใช่วิสัยของผู้มีธรรม  บัดนี้ เราได้ทำหน้าที่สมควรแก่เหตุแล้ว ขอท่านจงพิจารณาเอาเถิด" 

หลังจากนั้น บุรุษผู้นี้จึงได้อธิษฐานบารมีแผ่เมตตาออกไป เหตุการณ์จึงสงบลง พอออกจากภาวนาจงกรมแล้ว น้องออม เธอเล่าให้ฟังว่า มีวิญญาณชายร่างดำทมึน ท่าทางข่มขู่เอาเรื่อง เฝ้าติดตามพวกเราอยู่ตลอดเวลาจงกรม เรื่องแบบนี้ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ท่านเคยเล่าให้ฟังเสมอว่า การออกปฏิบัติธรรมหรือการธุดงค์ในแต่ละแห่งนั้น มักมีอาถรรพ์ มีทั้งผู้เป็นสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน มีทั้งฤทธิ์ทั้งเดช มีทั้งสว่างและมืดบอด หากผู้ใดยังไม่มีธรรมหรือจิตใจยังไม่เข้มแข็งมากพอ ครูอาจารย์ท่านจะไม่ปล่อยให้ไปตามลำพัง เรื่องนี้นำมาเล่าเพื่อเป็นคติธรรม ก็จงพิจารณากันเอาเองเถิด


14. "ญาติธรรมขอพร"

ค่ำคืนวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งนั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ในมณฑลพุทธคยา เมื่อออกจากสมาธิแล้ว มีญาติธรรมส่วนหนึ่งนำน้ำมาให้บุรุษผู้นี้ดื่ม เพื่อขออนุโมทนาบุญจากการภาวนาที่พึ่งสำเร็จลง หลังจากนั้น ก็ขอตัวพากันเดินเวียนรอบมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ บุรุษผู้นี้นั่งพิจารณาตามหลัง พลันจิตผุดรู้ว่า ญาติธรรมจะมาขอพร จึงได้อธิษฐานจิตให้พรไว้ในขวดน้ำ เมื่อพวกเขาเดินเวียนครบสามรอบแล้ว ต่างก็รี่เข้ามาประนมไหว้ขอพรจากบุรุษผู้นี้ บุรุษผู้นี้ได้แต่ยิ้มพร้อมกับยื่นน้ำดื่มให้ แล้วพูดว่า.... "เอ้า รู้แล้ว แต่ให้พรได้คนละข้อนะ อธิษฐานเอานะ" ส่วนพรที่พวกเธอทั้งหลายขอ จะเป็นจริงหรือไม่นั้น มิอาจรู้ได้ แต่ที่รู้ได้แล้วนั้นก็คือ "การที่บุรุษผู้นี้ รู้เหตุล่วงหน้านั้น ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว" .... และพวกเขาทั้งหลายต่างก็เกิดปีติและมีกำลังใจจากพรนั้น 





15. "สภาวธรรมของญาติธรรม"

ท่านทั้งหลาย ญาติธรรมที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันรวมทั้งหมด 10 ท่าน ต่างก็มีพื้นฐานบุญและการภาวนามาบ้างแล้ว บางท่านก็มีญาณรู้เห็นติดตามมาแต่อดีตชาติ บ้างก็พึ่งมาเกิดญาณรู้เห็นบังเกิดขึ้นที่พุทธคยาแห่งนี้ แม้จะจริงจะเท็จอย่างไร ก็ขอละไว้ ไม่ให้ยึดติด เพราะสุดท้ายก็ต้องละวางตามที่พระพุทธองค์ท่านสอนว่า "สภาวะทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย เป็นอนิจจัง และเป็นอนัตตา" จึงนำมาเล่าเพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่กันและกันเท่านั้น อาทิเช่น 

คุณรีจอยส์... เธอรับรู้เรื่องราวบางอย่างว่า จะมีอะไรบังเกิดขึ้นในการมาอินเดียครั้งนี้ แต่เธอก็เชื่อในบุญบารมีของผู้มีธรรมจะคุ้มครองหมู่คณะได้ นอกจากนั้น เธอยังรับรู้และเป็นพยานเกี่ยวกับความปีติของเหล่าเทวดา อีกทั้ง รับรู้เห็นสภาวะคลื่นกระแสแห่งความเมตตาของบุรุษผู้หนึ่ง ขณะแผ่เมตตาแก่กัลยาธรรมท่านหนึ่ง และอีกหลายเรื่องราว ที่มิสามารถเล่าสู่กันฟังได้ เพราะมันเป็นเรื่องการรับรู้ภายในเป็นปัตจัตตัง




สองแม่ลูก "คุณจุ๋ม" ผู้เป็นมารดา เธอเคยฝึกภาวนามาจากสำนักของหลวงพ่อวิริยังค์ และยังเป็นครูผู้ฝึกสอนกัมมัฏฐานเบื้องต้นด้วย เธอจึงมีญาณรู้เห็นมาก่อน เมื่อมาภาวนาที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เธอเห็นกายในของบุรุษผู้หนึ่งด้วยตาเนื้อว่า เป็นพระมีกายเป็นสีทองสว่างไสว อยู่ท่ามกลางพระพม่าที่กำลังสวดมนต์ในขณะนั้น เธอจึงมีความปีติและนอบน้อมต่อผู้มีคุณธรรมนั้น ส่วน "น้องออม" ผู้เป็นบุตรสาว เธอเคยรู้เห็นภายในมาบ้างแล้ว แต่มาเกิดญาณรู้เห็นชัดเจน เมื่อมานั่งภาวนาใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ในคราวนี้ เธอจึงเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่บังเกิดขึ้น ดังที่ได้เล่าให้ฟังในตอนที่ผ่านมา และทั้งคู่ก็ได้เพียรภาวนาจนสว่างคาตา เพื่อถวายบูชาแด่พระพุทธเจ้า อย่างน่าภูมิใจ




"คุณใบ" ผู้มาคู่กันกับ "คุณจ๊อด" คู่บารมีคู่นี้มีดีเช่นกัน คุณใบ เธอรู้เห็นเป็นพยานหลายอย่าง ทั้งเห็นกายทิพย์ของแม่ชีที่มาทดสอบขณะที่พวกเรากำลังภาวนา และสุดท้ายเธอรับรู้เป็นพยานว่า เหล่าโลกทิพย์มาอนุโมทนากับคณะของพวกเราที่สนามบินโกลกัตตา หลังจากบุรุษผู้หนึ่งบอกญาติธรรมให้แผ่เมตตาแก่พวกเขา ชาวโลกทิพย์ที่สนามบินโกลกัตตา มีความปีติยินดีในการมาของคณะพวกเรา จนเธอต้องหลังน้ำตาออกมา ส่วน "คุณจ๊อด" นอกจากเห็นพญานาคในร่างงูสีดำที่สระมุจลินทร์แล้ว เขาก็เห็นเทวดากายสีทองสว่างไสวที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และยังสามารถเพียรภาวนาจนสว่างคาตาเช่นกัน




สองคุณป้าผู้มีบุญมากคือ "คุณป้าศรี" เธอเคยภาวนาและนับถือปฏิบัติในสายหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ แม้เธอจะห่างจากการภาวนาไปบ้าง แต่พื้นฐานของเธอยังมีอยู่ เมื่อเธอขออาศัยบารมีของผู้มีธรรม ขณะที่นั่งภาวนาที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เธอจึงสามารถภาวนาจนสงบลง ปรากฏว่า กายของเธอหายไป เหลือแต่ใจล้วนๆ แล้วปรากฏเห็นกายในของบุรุษผู้หนึ่งแยกออกมานั่งประกบข้างเธอ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว เธอได้กราบขอบคุณบุรุษผู้นั้น ส่วน "คุณป้าวรรณี" เธอเป็นผู้สงบเสงี่ยม แม้จะอายุมากแล้ว แต่เธอก็นอบน้อมประนมไหว้ผู้มีธรรมที่มีอายุน้อยกว่า ด้วยคุณธรรมที่ได้บังเกิดขึ้นที่ใจของเธอแล้วนั่นเอง





"คุณเป้า" ผู้ติดตามบุรุษผู้หนึ่ง เธอก็มีดีติดตัวมาตั้งแต่การมาอินเดียเมื่อปีที่แล้ว คราวนี้ เธอเกิดความสงบ ว่าง จึงเห็นภาพพระพักตร์และนิ้วพระหัตถ์อันงดงามของพระพุทธองค์ ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ แม้จะเป็นเพียงนิมิตเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ควรยึดว่าเป็นจริงเป็นจังก็ตาม แต่ก็เพียงพอต่อขวัญกำลังใจให้เธอเพียรภาวนาต่อไป  ส่วน "คุณลูกตาล" แม้เธอจะไม่ได้เล่าเรื่องภายในให้ผู้ใดฟัง แต่เธอก็เกิดรับรู้ปีติร่วมกันกับหมู่คณะทุกครั้ง แต่เรื่องที่คาดไม่ถึงก็คือ เธอกลายเป็นดาราของชาวอินเดียไปเสียแล้ว ชาวอินเดียห้อมล้อมขอสัมภาษณ์ และขอถ่ายภาพเธอหลายครั้ง เสมือนเรื่องราวในอดีตชาติได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ส่วน "คุณวัส" หนุ่มไทยนักแสวงบุญ ที่เทวดาส่งมาให้พบกับคณะของพวกเราตอนดึกดื่น เขาเคยบวชและภาวนามาก่อน วันที่สระมุจลินทร์เขาก็เห็นพญานาคในร่างพญางูสีดำเช่นกัน หลังจากนั้น เขาได้แยกจาริกแสวงบุญต่อไปยังสารนาทและเมืองอื่นๆต่อไป และคุณไก่ ญาติธรรมที่พบกันที่วัดไทยพุทธคยา เธอก็เกิดปีติยินดี จึงร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน







16. "ความดีคือบุญกุศล"

ท่านทั้งหลาย การมาปฏิบัติธรรมสัญจรที่ประเทศอินเดียในวาระนี้ นอกจากจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่หมู่คณะดังข้างต้นแล้ว ยังมีความดีหลายอย่างได้บังเกิดขึ้น ซึ่งนับเป็นคุณธรรมภายในแต่ละบุคคล อาทิ ทุกคนต่างมีความนอบน้อมต่อธรรม แม้ธรรมนั้นจะออกมาจากบุคคลใด แม้จะมิใช่พระสงฆ์ แต่ท่านทั้งหลายก็น้อมรับในคุณธรรมของบุคคลนั้น จึงนับเป็นความดี ดั่งเช่นพระพุทธองค์ท่านทรงหยุดดำเนิน เพื่อสะดับตรับฟังธรรมจากสามเณรน้อยที่กำลังแสดงต่อผู้คน แม้ "ธรรมะ" นั้น เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แต่พระพุทธองค์ก็ทรงน้อมรับฟังธรรมจากสามเณรน้อย ก็เพราะ "ธรรมะ" นั้นเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด 

อีกประการหนึ่งที่ควรนำมากล่าวถึงความดีก็คือ เมื่อท่านเธอทั้งหลาย ได้ไปลิ้มรสอาหารต่างๆ เมื่อรู้สึกว่า อร่อยและมีคุณค่าทางอาหาร เธอทั้งหลายก็จะนำมาให้บุรุษผู้หนึ่งดื่มทานเสมอ บุรุษผู้นั้นจึงแสดงอนุโมทนาออกไปว่า "การที่บุคคลใด เมื่ออยู่กับครูอาจารย์ ครั้นเมื่อตนได้ลิ้มรสอาหารดีอร่อย ก็มักระลึกถึงคุณครูอาจารย์เสมอ จึงน้อมนำสิ่งที่ดีปราณีตที่สุดไปถวายท่าน เช่นเดียวกัน การที่บุคคลใดอยู่กับครอบครัว ครั้นได้ลิ้มรสอาหารดีอร่อย ก็จะระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก จึงมักจะนำสิ่งที่ดีเลิศนั้นไปให้ท่านเหล่านั้น อันมีบิดามารดา สามีภรรยาและลูกหลานเป็นต้น นี้คือความดีของผู้ที่มีคุณธรรม เมื่อผู้ใดมีความดีดังนี้แล้ว จะเอาดีทางโลกก็เจริญ จะเอาดีทางธรรมก็เจริญ เราจึงขออนุโมทนา" เมื่อฟังจบลง พลันน้ำตาก็เอ่อล้นในดวงตาของญาติธรรมเหล่านั้น






17. "ขออนุโมทนาบุญ"

ท่านทั้งหลาย ธรรมปฏิบัติสัญจร ณ ประเทศอินเดีย ในวาระนี้ บุรุษผู้หนึ่งได้รับความเกื้อกูลจากผู้ใจบุญหลายท่าน จึงขออนุโมทนาในผลบุญทั้งหลาย อันมี น.พ.วิบูลย์ - คุณผกามาศ กมลพรวิจิตร ผู้บริจาคปัจจัยค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด รวมทั้งผู้ร่วมทำบุญสมทบอีกหลายท่าน ได้แก่ คุณรีจอยส์ คุณมนัสนันท์พัช-คุณณัชษัณ พงศ์ธนัช คุณพัลลภา-คุณนิธิโรจน์ ชัยกิจวัฒนะ คุณธวัชชัย-นางนิตยา-นายธนดล บุญมา คุณเอ๊ะ น.พ.วราวุธ วุฒิพันธ์และภรรยา คุณอุ๊ คุณหน่อง คุณจ๊อด คุณใบและคุณแม่ เพื่อให้บุรุษผู้หนึ่งได้ใช้จ่ายส่วนตัวตามอัธยาศัย 

อีกทั้ง ขออนุโมทนากับคณะผู้ร่วมติดตาม ที่ต่างได้คอยอุปัฏฐากดูแลบุรุษผู้หนึ่ง ประหนึ่งเป็นสมณเจ้า และขออนุโมทนาบุญกับผู้ให้สถานที่พักทั้งสองแห่ง และโดยเฉพาะวัดพุทธสาวิกา(แม่ชีแก้ว) อันมี คุณอุ๊ อุบาสิกาผู้ดูแลวัดพุทธสาวิกา เธอมีความปีติยินดีและศรัทธาในหมู่คณะของเรา จึงอำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง ประหนึ่งเป็นญาติมิตรที่เคยติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ เธออำนวยความสะดวกตั้งแต่การเดินทางมาถึงและวันเดินทางกลับ รวมทั้งคุณสงกรานต์ คุณหน่อง แม่ชี อุบาสกอุบาสิกาประจำวัด ก็ให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี และขอขอบคุณ คุณไก่ญาติธรรมที่พบกันที่วัดพุทธคยาที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ตลอดจนญาติธรรมที่อยู่เมืองไทยและในต่างประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและคอยอนุโมทนาทุกท่าน จงมีความสุขสำราญ มั่งมีศรีสุข อายุมั่นขวัญยืน แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
15 พฤษภาคม 2558











ธรรมปฏิบัติสัญจร ณ อินเดีย
กับ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ธรรมพิสดารภาคพิเศษ
31 ต.ค. – 7 พ.ย. 2558  


 ธรรมนำ 

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้รับนิมนต์จาก นพ.ธรรณวัฐ พัฒนาเศรษฐ์ แห่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ นนทบุรี ให้ไปปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2558 โดยนายแพทย์ธรรณวัฐ พัฒนาเศรษฐ์ และนายแพทย์วิบูลย์ กมลพรวิจิตร นายแพทย์ใหญ่แห่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในส่วนของหลวงพ่อ พระอุปัฏฐาก ลูกศิษย์วัดโคกปราสาททั้งหมด และออกค่าใช้จ่ายบางส่วนแก่ผู้ร่วมติดตาม จำนวนคณะผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหมด 25 ท่าน

ท่านทั้งหลาย เมื่อหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ทราบว่าลูกศิษย์อยากจะไปอินเดียทีไร ท่านมักกล่าวย้ำเตือนสติลูกศิษย์อยู่เสมอว่า 

“พระพุทธเจ้ามิได้อยู่ที่อินเดียนะ แต่พระพุทธเจ้าอยู่ทุกที่ หากใจเรามีพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็อยู่ในใจเรา ไม่จำเป็นต้องไปที่อินเดียหรอก” 

แม้พวกเราจะทราบดีตามนั้นแล้วก็ตาม แต่พวกเราผู้เป็นเหล่าพุทธศาสนิกชน ก็ยังมีความปีติยินดีและปรารถนาจะดั้นด้นไปให้ถึงที่ซึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จมาประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน แม้สถานที่แห่งนั้น จะเกิดเหตุการณ์ล่วงมานานแล้ว หรือแม้แต่สถานที่และศาสนวัตถุที่เกี่ยวข้องจะเสื่อมสลายไปบ้าง หรือแม้แต่หนทางที่จะไปชั่งลำบากสุดเหลือประมาณก็ตาม แต่ด้วยความเคารพและศรัทธาต่อพระพุทธองค์อย่างหาที่สุดมิได้ หลายๆคนจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงที่ซึ่งเคยเป็นดินแดนพุทธภูมิ ภูมิของพระพุทธเจ้า ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ดูกรพระอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ 4 สถานเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” มหาปรินิพพานสูตร ทีฆ.มหาวรรค.10/131/135 

อย่างไรก็ตาม ในบทความต่อไปนี้ ผู้เขียนขอเขียนทั้งในเชิงแบบทางโลก และในแบบทางธรรม กล่าวคือ ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์ทางโลกที่เห็นด้วยตาเนื้อ เห็นอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้น ตามภูมิและสัญญาความจำหมายได้ และในอีกส่วนหนึ่งขอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับทางธรรม ทั้งที่ได้ฟังจากหลวงพ่อ หรือที่เกิดขึ้นกับตัวเองและญาติธรรม ด้วยการเห็นด้วยตาใน  ซึ่งในทางธรรมท่านเรียกว่าอจินไตย หรืออภินิหาริย์ธรรม หรือความอัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นที่ใจ ข้อเขียนอันหลังนี้ ขอให้ท่านจงใช้วิจารณญาณกันเอาเอง เพราะเป็นเรื่องเกินวิสัยของปุถุชน อย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่บอก และอย่าพึ่งปรามาสในสิ่งที่ได้ยิน วางใจไว้แบบกลางๆ ตามหลักกาลามสูตร แล้วค่อยๆ พิสูจน์กันไป เทียบเคียงทั้งปริยัติ และการปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อเกิดผลเป็นปฏิเวธแล้ว เมื่อนั้นท่านจึงจะรู้ว่า ควรพึงเชื่อได้ หรือควรวางเฉยในสิ่งนั้นเสีย หรืออาจอ่านเป็นแต่เพียงนิทานธรรม เพื่อความบันเทิงใจ ก็พออนุโลมเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้

☀ “ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ยังโง่เขลา ขอนอบน้อมกราบสักการะบูชา พระสมณโคดม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ผู้เป็นองค์พระบรมครูแห่งข้าพระพุทธเจ้า ตลอดจนองค์พ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันตเจ้า และหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ข้าพระพุทธเจ้ากราบขอขมากรรม หากข้อความในนิทานธรรมทุกๆ ตอนต่อไปนี้ มีความผิดเพี้ยนไปจากคำตรัสของพระพุทธองค์ และคำกล่าวของหลวงพ่อ หรือสลับลำดับเหตุการณ์ไปบ้าง เพราะสัญญาความจำของข้าพระพุทธเจ้าไม่เที่ยง แต่ก็พยายามเขียนให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด”  ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้อ่านนิทานธรรมเหล่านี้ เป็นแต่เพียงคติธรรม ดังต่อไปนี้





☀ นิทานธรรมพิสดาร 
"พุทธโอวาท" ณ พุทธคยา

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อและคณะพวกเราเดินทางไปถึงเมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ในช่วงเย็นของวันที่ 31 ตุลาคม 2558 และได้เข้าพักที่วัดป่าพุทธคยา ที่อยู่ติดกับกำแพงมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ หลังจากนั้น ผู้จัดทัวร์ได้พาหลวงพ่อและคณะ เข้าไปยังพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงกลับมาภาวนาและพักผ่อนตามอัธยาศัย ที่วัดป่าพุทธยา พอตอนเช้า หลวงพ่อได้เล่า "นิทานธรรม" ให้ฟังว่า ขณะที่หลวงพ่อภาวนาราวตีสาม พระพุทธองค์เสด็จมาแสดงธรรมโอวาทและตรัสถามหลวงพ่อว่า ...  “พวกท่านมาที่นี่เพื่ออะไร? ...

หลวงพ่อเล่าให้ฟัง พอสรุปได้ว่า 

...  “ส่วนใหญ่ผู้ที่มาที่นี่ แม้ล้วนแต่ต้องการมากราบไหว้สักการะบูชาพระพุทธเจ้า แต่ส่วนใหญ่ล้วนมาทำทรงใส่กัน กระทำตามกันไปจนเป็นพิธี เป็นพิธีหากิน ไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นกิเลส สิ่งใดควรละวาง พากันสวดมนต์เสียงดังแข่งกัน เสียงอึงคนึงไปทั่ว เป็นที่น่ารำคาญหูรำคาญตาของผู้คน นั่งภาวนาก็อวดว่า ข้าก็เก่งนั่งได้ ทำท่าใส่กัน มันเป็นแต่พิธีของผู้ขาดปัญญา เพราะไม่ได้พิจารณาตามพระพุทธเจ้า ไม่พิจารณาดูว่า พระพุทธองค์ เวลาจะตรัสรู้ธรรม ก็ไม่เห็นมีพิธีสวดมนต์ ไม่มีผู้คนมากมายแวดล้อม พระพุทธองค์อยู่ตามลำพัง ปลีกเร้นจากผู้คนเพื่อหาความสงบ หาทางดับกิเลส จึงสามารถตรัสรู้ธรรมได้  หากต้องการจะบูชาพระตถาคตอย่างแท้จริง ก็ควรพากันปฏิบัติภาวนาบูชา พากันปฏิบัติอยู่ในที่วิเวก สถานที่ที่ปราศจากผู้คนมากมาย ปฏิบัติอยู่ที่ไหนก็ได้  ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่ มันเสียเวลา เสียเงินมากมายเปล่าๆ เพราะพระตถาคตอยู่ทุกหนแห่งที่ที่มีผู้ปฏิบัติ เมื่อพวกท่านพากันตั้งใจมายังสังเวชนียสถานเหล่านี้แล้ว ก็จงตั้งใจพิจารณาตามพระตถาคตว่า สถานที่ตรัสรู้นั้น พระตถาคตปฏิบัติอย่างไร จึงสามารถตรัสรู้ได้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ก็ให้พิจารณาว่า พระตถาคตแสดงธรรมใด สถานที่ปรินิพพานนั้นมีความสำคัญอย่างไร ก็จงพิจารณาตามให้รู้แจ้ง จึงจะนับว่าเกิดประโยชน์ในการมายังสถานที่เหล่านี้”...  

(ผู้เขียนได้สรุปข้อความจากคำเล่าของหลวงพ่อ จึงมีคำเชื่อมคำเสริมขึ้นมา และอาจสลับลำดับคำพูดบ้าง เพราะความจำไม่เที่ยง แต่ยังคงเนื้อหาและข้อความหลักไว้มากที่สุด ขอให้พิจารณากันเอาเองนะครับ)

ต่อมา ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ขณะที่หลวงพ่อและคณะได้พักผ่อนอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากวัดป่าพุทธคยามากนัก หลวงพ่อได้รับนิมนต์จากท้าวมหาพรหม ให้ไปยังมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง เพื่อไปโปรดเหล่าพรหมและเทวดา ที่เป็นฝ่ายสายธรรมเดียวกันกับหลวงพ่อ ซึ่งพวกเขาได้จัดให้พรหมเทวดามากันจำนวนมาก ลงมาเพื่อกราบฟังธรรมหลวงพ่อเป็นวาระพิเศษ โดยจัดหมายกำหนดการในเวลา 15.00 น. เมื่อคณะไปถึง หลวงพ่อเลือกสถานที่ที่ห่างไกลจากฝูงชนที่อยู่ด้านหลัง แล้วพาหมู่คณะนั่งภาวนาสมาธิราวสิบกว่านาที เพื่อหลวงพ่อจะได้แสดงธรรมแก่ชาวโลกทิพย์ และพวกเราจะได้แผ่เมตตาต่อพวกเขาด้วย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังพอสรุปได้ว่า   ... “พวกพรหมเทวดาพากันมามาก ครุฑ คนธรรพ์ พญานาค ก็มา บางพวกก็ถูกจัดให้มาเฝ้าอารักขาพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ต่างจัดเวรยามผลัดเปลี่ยนกันไป หากเวลาใดมีพระอริยเจ้ามายังที่นี่ พวกเขาก็จะบอกต่อๆกันไป ให้พากันมาฟังธรรมท่าน” ...

นอกจากนั้น หลวงพ่อแสดงอาการปีติยินดี ที่พระพุทธองค์เสด็จมาแสดงธรรมโอวาทอีกครั้ง พระพุทธองค์ตรัสกับหลวงพ่อ พอสรุปได้ว่า.....

... “อยู่ใกล้แต่อยู่ไกลเรา อยู่ไกลแต่กลับอยู่ใกล้เรา...พระตถาคต”...  

เป็นคำสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งและมีค่ามากมายมิมีประมาณ หากพิจารณาตามพุทธโอวาทและคำที่หลวงพ่อเล่า ตามความเห็นของผู้เขียน พอจะอธิบายได้ว่า ผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมายังพุทธคยา หรือผู้คนที่อยู่ใกล้สถานที่ที่ตรัสรู้ แม้จะอยู่ใกล้ชิดแทบทุกวัน กลับหลงทาง เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามปฏิปทาและคำสอนของพระพุทธองค์ มีแต่กิเลสครอบงำ และอาศัยหากินอยู่กับสถานที่แห่งนี้ ซึ่งต่างจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะอยู่ห่างไกลถึงประเทศไทย หรือประเทศไหนๆ แม้จะไม่ได้มายังสถานที่แห่งนี้ แต่ใจก็ถึงพระพุทธเจ้าได้ เพราะเมื่อปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจนใจเห็นธรรมแล้ว ใจก็จะเห็นพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามากที่สุด ดั่งพุทธโอวาทว่า  .. "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราพระตถาคต" ..

หลวงพ่อเล่าต่อ พอสรุปได้ว่า.....

... “ความจริงสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น มิใช่ใต้ต้นโพธิ์ที่อยู่ติดกับพระมหาโพธิเจดีย์ดังที่ผู้คนเข้าใจ แต่เป็นใต้ต้นโพธิ์อีกต้นที่อยู่ด้านข้างห่างออกไปราว 10 กว่าเมตร (บริเวณที่พระทิเบตใช้กราบราบกับแผ่นไม้) ต้นโพธิ์นี้เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว และเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น สถานที่แห่งนี้เป็นป่าใหญ่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด มีสัตว์ป่าและนกมากมาย สงบและร่มรื่นมาก บริเวณที่ตรัสรู้นั้น มีต้นโพธิ์อยู่ห้าต้น ตรงกลางมีต้นโพธิใหญ่สองต้นแผ่กิ่งก้านชนกัน แสงแดดไม่สามารถส่องทะลุได้ตลอดทั้งวัน พระพุทธองค์ทรงใช้หญ้าแปดกำสร้างบันลังก์ที่ประทับ อยู่ระหว่างตรงกลางของต้นโพธิ์ทั้งสอง แต่น่าอัศจรรย์ที่บันลังก์กลายเป็นแท่นสี่เหลี่ยม มีเสาและหลังคาเป็นแก้ว พระพุทธองค์ทรงนั่งภาวนากายตรงนิ่ง มีรัศมีสง่างามมาก บรรยากาศก็สว่างไสว” ... 

หลวงพ่อมีความอัศจรรย์ใจว่า ทำไมหลวงพ่อจึงรู้เห็นเช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสให้กำลังใจหลวงพ่อว่า ... “เธอจงทำญาณให้รู้แจ้งยิ่งๆขึ้นไป ทำให้กว้างไกลกว่านี้อีก เพื่อจะได้มีปัญญารู้กว้างไกล จะได้นำไปแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกสืบไป” ...   จากเหตุดังนี้ เราจึงเห็นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันต์เจ้าทุกองค์ ยังคงเจริญภาวนากัมมัฏฐานตลอดชีวิตของท่าน แม้ท่านจะละกิเลสได้หมดสิ้นไปนานแล้วก็ตาม

นี้จึงเป็น “ธรรมพิศดาร” ที่พวกเรามิเคยได้ยินได้ฟังมาแต่กาลก่อน จึงนับเป็นบุญวาสนาที่พวกเราได้อยู่ใกล้ชิดองค์ท่าน อย่างไรก็ตาม ข้าพระพุทธเจ้า(ผู้เขียน) ขอกราบขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อ ด้วยเหตุข้อความที่นำมาเล่าต่อนี้ มีการเรียบเรียงและตกแต่งคำขึ้นมาใหม่ คงมีข้อความที่ผิดเพี้ยน หรือขาดและเกินไปจากคำตรัสและคำเล่าของหลวงพ่อ อย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่สติปัญญายังมีน้อย และสัญญาความจำของข้าพระพุทธเจ้าไม่เที่ยง จึงขอขมากรรมต่อพระพุทธองค์และหลวงพ่อทุกประการ 






☀ นิทานธรรมพิสดาร 
"ถ้ำดงคสิริ" ที่ทรมานกาย 

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ได้พาคณะลูกศิษย์เดินทางไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง ณ  เขาดงคสิริ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญแบบทรมานกายอย่างอุกฤษณ์ แต่ในที่สุดพระองค์เห็นว่า การทรมานกายนี้ มิใช่ทางพ้นทุกข์ได้ จึงได้เลิกล้มการบำเพ็ญนั้นเสีย จนปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเข้าใจผิดจึงได้หนีจากพระองค์ไป

 

อย่างไรก็ตาม การที่คณะหลวงพ่อได้พาคณะมายังสถานที่แห่งนี้ เสมือนสืบเนื่องมาจากบุรุษผู้หนึ่ง เคยเดินทางมาที่นี่แล้วถึงสองครั้ง และได้อธิษฐานขอให้หลวงพ่อได้มาโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ที่นี่อีกครั้ง เมื่อคณะไปถึงแล้ว หลวงพ่อได้พาคณะศิษย์เดินไต่ระดับความสูงของภูเขาขึ้นไป ท่ามกลางแขกขอทานและกุลีแบกหามนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ดูพลุกพล่านวุ่นวายดี แต่พวกเราก็เดินภาวนาขึ้นไป ผู้ใดมีปัญญาก็จะได้พิจารณาสภาวะแวดล้อมเป็นธรรมะไปด้วย 

หลวงพ่อท่านเดินไป ท่านก็สอนลูกศิษย์ไปด้วยว่า ... "เห็นไหม ทำไมเขาจึงมาเกิดเป็นขอทานอยู่ที่นี่ ก็เพราะพวกเขาทำกรรมหนัก ทำกรรมดูหมิ่นและทำลายพระพุทธศาสนา เพราะไม่เชื่อฟังคำสอนของพระพุทธองค์ กรรมจึงพาให้มาเกิดเป็นขอทานอยู่ตามสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ดูตัวก็ดำสกปรก เพราะจิตใจมืดดำอำมหิตมาแต่อดีต กรรมจึงพาให้มาเกิดเป็นคนทุกข์ทรมาน ต้องรับกรรมเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะหมดกรรม" ...  

นอกจากข้างทางจะเต็มไปด้วยแขกขอทานแล้ว ยังมีฝูงลิงปะปนอยู่ด้วย หลวงพ่อได้แผ่เมตตาและพูดกับลิงเหล่านั้นว่า ... "ส่วนใหญ่เขาไปเกิดเป็นคนแล้ว ทำไมสูยังเป็นลิงอยู่ เพราะกรรมที่เจ้าทำไว้ ก็จงรับกรรมไปนะ" ... พวกลิงก็ได้แต่ทำตาปริบๆ




เมื่อขึ้นไปถึงแล้ว หลวงพ่อพาพักเหนื่อยที่ลานหน้าวัดทิเบตที่อยู่หน้าถ้ำ เมื่อหายเหนื่อยแล้ว จึงพากันเข้าไปกราบพระพุทธรูปปางทรมานกายที่อยู่ในถ้ำ ถ้ำนี้มีลักษณะแคบเล็กพอจุคนได้ 4-5 คน อากาศภายในก็มีน้อยอุดอู้ ปากถ้ำก็แคบต้องมุดเข้าไป จึงเป็นถ้ำที่เหมาะกับการทรมานกายที่สุด หลวงพ่อได้แสดงธรรมเกี่ยวกับการทรมานกายของเจ้าชายสิทธัตถะแก่ลูกศิษย์ ขอให้พิจารณาตามพระพุทธเจ้า ว่าสิ่งใดควรปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว หลวงพ่อจึงพาคณะเดินทางต่อไปยังพรหมโยนีต่อไป







 "พรหมโยนี" สถานที่ของชฎิลสามพี่น้อง 

ท่านทั้งหลาย หลังจากไปเที่ยวชมสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว หลวงพ่อพาคณะลูกศิษย์เดินทางต่อมายัง "พรหมโยนี" บนภูเขาที่อยู่ไม่ไกลจากเขาดงคสิริมากนัก พรหมโยนีแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ชฎิลสามพี่น้องและบริวารรวมกัน 1,000 ตนอาศัยอยู่ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้าจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดเหล่าชฎิลต่อ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด เมื่อหลวงพ่อและคณะไปถึงแล้ว ปรากฏมีเมฆก้อนใหญ่ลอยเคลื่อนมาปิดดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงร้อนจ้า และมีลมพัดโชยมาเป็นระยะๆ หลวงพ่อพูดว่า "ภูมิที่นี่เขามีฤทธิ์มาก เนรมิตและบันดาลลมฝนได้" หลวงพ่อได้พาหมู่คณะเดินไต่บันไดขึ้นไปท่ามกลางแขกขอทานจำนวนมาก บันไดสูงชันมากพอสมควร เมื่อไปถึงบริเวณลานหน้าผา ปรากฏมีรอยบาทอยู่สองรอย หลวงพ่อบอกว่า เป็นรอยที่เขาทำขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอุบายบางอย่างของเขา เมื่อมองจากหน้าผา จะเห็นเมืองคยาและแม่น้ำเนรัญชราที่แห้งขอด หากมองข้ามแม่น้ำไป จะแลเห็นเขาดงคสิริที่อยู่ไม่ไกลกันนัก



ขณะที่พวกเรานั่งพักอยู่บนหน้าผา มีแขกเจ้าถิ่นผู้คอยจัดการกำกับนักท่องเที่ยว คล้ายกันกับที่เขาคิชฌกูฏผู้หนึ่ง เข้ามาอธิบายและเจ้ากี้เจ้าการหลายอย่าง เขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแขก ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง จึงสื่อสารกันไม่ค่อยได้ หลวงพ่อนั่งฟังอยู่ด้วย ท่านจึงพูดแปลอธิบายให้ลูกศิษย์ฟังว่า เขาหมายถึงอะไร ทั้งที่หลวงพ่อไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ และจบเพียงแค่ชั้นประถม 4 พวกเรางงอยู่สักพัก หลวงพ่อจึงเล่าว่า มีชาวโลกทิพย์แปลให้ฟัง แขกผู้นั้นบอกว่า ... "พระพุทธเจ้า เป็นบุตรพระเจ้าของเขา  พระเจ้าของเขาเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า พระเจ้าของเขาก็คือ พระศิวะ พระนารายณ์" ... หลวงพ่ออธิบายต่อไปว่า  ... "ศาสนาของเขาเชื่อกันว่า ศิวลึงค์ (อวัยวะเพศชาย) ที่พวกเขาบูชาคือ ตัวแทนของพระศิวะ ส่วนที่เป็นลำตัวคือ พระนารายณ์"...

จากเหตุการณ์นี้ หลวงพ่อจึงได้แสดงธรรมแก่พวกเราต่อไปว่า

... "ทุกสรรพสิ่งล้วนมีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด โลกจักรวาลก็มี อวิชชาก็มีพ่อ พวกเราเกิดมาก็เพราะมีอวิชชาเป็นพ่อ ทุกสิ่งล้วนมีที่มาที่ไป แต่พวกเราไม่รู้ ไม่รู้เหมือนพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ จึงได้แต่ด้นเดากันไป ก็เหมือนกับแขกขี้คุยคนนี้" ... 

(ผู้เขียนขอขมากรรมต่อหลวงพ่อ เพราะข้อความได้เรียบเรียงและตกแต่งขึ้นมาใหม่ ความจำหมายไม่เที่ยง จึงผิดเพี้ยนไปบ้าง)







☀ นิทานธรรมพิสดาร 
"ปัตจัตตังธรรม" ณ กรุงราชคฤห์

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ เมืองโบราณสมัยพุทธกาล ด้วยเหตุที่หลวงพ่อได้นิมิตเห็นบางอย่าง ทีแรกไม่ได้มีอยู่ในโปรแกรมการเดินทาง แต่ขณะที่พวกเราพักและภาวนากันอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา เมืองคยา หลวงพ่อท่านได้นิมิตเห็นสถานที่ตรัสรู้ และสถานที่พำนักของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ซากอาคารฝังอยู่ลึกใต้ดินสิบกว่าเมตร และอยู่ใต้เมืองราชคฤห์ ยุคนู้นผู้คนมีความสูงราวแปดศอก หรือราว 4 เมตร ตัวอาคารที่พักของพระพุทธองค์ก็ใหญ่โตตามสรีระความสูงของผู้คนสมัยนั้น อาคารสร้างด้วยศิลาและอิฐสีแดงก้อนใหญ่กว่าปัจจุบัน ทางจงกรมของพระพุทธเจ้าก็สวยงามมาก หลังคาทรงโค้งมุงด้วยศิลาหรืออิฐ ระหว่างอาคารถูกวางผังและประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามและมีระเบียบ สภาพบ้านเมืองสมัยนั้นจึงน่าอยู่มาก นอกจากนั้น ยังมีเหตุปัจจัยอีกหลายอย่างที่คณะต้องเดินทางไปที่นั่น ดังรายละเอียดนิทานธรรมต่อไปนี้







 รอยเกวียน รอยกรรม 

ท่านทั้งหลาย คณะพวกเราออกเดินทางจากวัดพุทธสาวิกา เมืองคยา มุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์ด้วยรถยนต์สามคัน แต่ด้วยการจราจรและความเร็วของรถวิ่งไม่เท่ากัน จึงทำให้พลัดหลงกันไปคันละที่ หลวงพ่ออยู่อีกคัน ดร.นนต์และหมอวิบูลย์อยู่อีกคัน คุณรีจอยส์และหัวหน้าทัวร์อยู่อีกคัน เสมือนถูกจัดสรรให้เป็นเช่นนั้น ต่างคันต่างไป อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทาง คุณรีจอยส์ซึ่งเป็นลูกหลานของโยมอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่หลวงตาพระอรหันต์เจ้าต่อมาจนถึงปัจจุบัน เธอเล่าให้ฟังว่า เทวดาเขาบอกต่อกันเป็นทอดๆ ว่า หลวงพ่อและคณะผู้มีบุญจะเดินทางผ่าน ขอให้รีบมากราบและขอเมตตาบารมีธรรมจากท่าน แสงของเทวดาจะกระทบกันไปเป็นทอดๆ สว่างและมีสีสันต่างกันไปตามบารมีของแต่ละตน ตลอดเส้นทางจะมีเทวดาและเหล่าวิญญาณมารอกันมากมาย ยืนเป็นแถวตลอดเส้นทางเป็นช่วงๆ และขณะที่คุณรีจอยส์และคณะก่อนจะมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งคือ รอยเกวียนโบราณที่กัดจมลงไปในแผ่นหิน ที่อยู่ห่างจากเขาคิชฌกูฏราว 2-3 กิโลเมตร วิญญาณสื่อสารไปยังคุณรีจอยส์ และได้ระบุนิมนต์หลวงพ่อและบุรุษผู้หนึ่ง ให้แวะโปรดพวกเขาด้วยเถิด ดังนั้น เธอจึงรีบโทรนิมนต์หลวงพ่อให้แวะโปรดพวกเขา 

เมื่อหลวงพ่อได้ไปโปรดพวกเขาแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ตรงบริเวณรอยเกวียนโบราณนี้ คือสถานที่ค้าขายที่สำคัญของกรุงราชคฤห์โบราณ เมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว (ยุคก่อนพุทธกาล) ผู้คนสมัยนั้นร่ำรวยมาก มีเกวียนมากมายขนถ่ายสินค้า จนรอยเกวียนจมลงไปในแผ่นหิน หัวหน้าวิญญาณที่สื่อสารมาก็คือ คู่บารมีเก่าของคุณรีจอยส์ เขารอผู้มีบุญและคู่บารมีมานานถึง 3,000 ปี เหตุที่เขายังตกค้างอยู่ เพราะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายที่ยังเป็นห่วง จึงเป็นคติเตือนใจอย่างดี สำหรับผู้ยังมีความตระหนี่ขี้เหนียว และหลงใหลในทรัพย์สินข้าวของเงินทองว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา ตายไปก็ไปแต่ตัวเปล่า หากใจยังติดในข้าวของเงินทองแล้วไซร้ วิญญาณก็จะไม่ได้ไปผุดไปเกิด ดังเช่นกรณีนี้




หลังจากหลวงพ่อและคณะ ได้แวะโปรดวิญญาณเหล่านั้นแล้ว คุณรีจอยส์ได้ไปตามบุรุษผู้หนึ่งที่เขาคิชฌกูฏ ให้มาโปรดแผ่เมตตาให้แก่พวกเขาอีกรอบ ตามที่เขาได้สื่อสารมา เมื่อไปถึงจึงทราบว่า พวกเขามีความปีติยินดีระล่ำระลักร้องไห้ออกมา ประหนึ่งว่า ความทุกข์ทรมานที่มีมายาวนาน พึ่งจะได้รับการปลดปล่อยก็ในคราวนี้ บุรุษผู้หนึ่งจึงยืนนิ่งแผ่เมตตาออกไป ใจก็สัมผัสกับทุกขเวทนา ระคนกับความปีติยินดี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกข์แท้หนอพวกท่าน กรรมใดหนอ หรือกรรมใดก็ช่าง หากเรามีบุญมากพอที่จะแผ่กุศลให้ท่านได้ ก็จงตั้งใจรับเอาเถิด ตั้งใจรับเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง พึ่งคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม และคุณของพระสงฆ์ แล้วพวกท่านจะพ้นจากทุกขเวทนาอันจองจำนี้ ไปสู่สุคติภพภูมิใหม่ แผ่ออกไปทีไร ความปีติซาบซ่านก็ย้อนกลับมาเป็นระลอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก บุรุษผู้นี้ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว แม้จะพยายามไม่ให้น้ำตาพรากไหลออกมา แต่น้ำตานั้น ก็ได้ไหลย้อนตกเข้าไปข้างในใจ ใจจึงเห็นสัจธรรม เห็นทุกข์อริยสัจของสัตว์โลก ขณะเดียวกัน ลมได้พัดกระโชกมาเป็นระลอก พร้อมกับมีฝูงแมลงปอจำนวนมาก บินมาวนอยู่เหนือศรีษะของบุรุษผู้นั้น จนเสร็จพิธี




 "อนิจจัง" มหาวิทยาลัยนาลันทา 
☀ "อนิจจา" วิบากกรรมในอดีตชาติ 

ท่านทั้งหลาย เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้เดินทางไปยังเมืองนาลันทา รัฐพิหาร อินเดีย ที่อยู่ใกล้กันกับเขาคิชฌกูฏ และอยู่ห่างจากเมืองคยาไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ราว 2 ชั่วโมง ด้วยมีเหตุบางอย่างที่หลวงพ่อรู้เห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต ท่านจึงมุ่งหน้าพาคณะลูกศิษย์ออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพื่อไปแผ่เมตตาแก่ชาวโลกวิญญาณที่ยังตกค้างอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้หนึ่งเคยเดินทางไปยังมหาลัยนาลันทามาแล้วถึงสองครั้ง เมื่อต้นปี 2557 และต้นปี 2558 แต่ด้วยยังไม่ทราบว่า เกิดจากสาเหตุอะไร ถึงทำให้ต้องลำบากแวะเวียนมาอีกเป็นครั้งที่สาม จึงขอนำเอาบทความเดิมบางตอน ที่ได้เขียนบันทึกไว้เมื่อปี 2557 กลับมาให้ท่านทั้งหลาย ได้ช่วยกันพิจารณาตามว่า มันมีความเกี่ยวพันกันมาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หรือไม่ ดังนี้

 ...“ท่านทั้งหลาย ในเช้าของวันที่ 22 มีนาคม 2557 หลังจากคณะของเราได้ลงจากเขาคิชฌกูฏแล้ว คณะของพวกเรามุ่งหน้าสู่เมืองนาลันทาอีกครั้ง เพื่อไปกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์  หลังจากนั้น คณะของพวกเราได้ไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทาที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังในอดีต เมื่อไปถึงตอนแรก บุรุษผู้หนึ่งคิดว่า จะไม่ลงจากรถเพื่อไปดูในสถานที่ข้างในมหาวิทยาลัย แต่มีเหตุดลใจบางอย่างแผ่เข้ามา จิตรู้ว่า เสมือนมีพลังขอความเมตตาสื่อเข้ามาเป็นระลอกๆ จึงระลึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อตอนที่นั่งฟังเรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้บนรถ วิทยากรเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งอดีต ตอนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลาย ในประมาณปี พ.ศ. 1742 กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้ยกมารุกราน และรบชนะกษัตริย์แห่งชมพูทวีปฝ่ายเหนือ และเข้าครอบครองดินแดนโดยลำดับ กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้เผาผลาญทำลายวัด และปูชนียสถานในพุทธศาสนาลงแทบทั้งหมด และสังหารผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา พระภิกษุก็ถูกสังหารแทบหมดสิ้น พระสงฆ์บางรูปที่มีจิตใจเข้มแข็งก็เข้าที่ภาวนาสมาธิ นั่งรอความตายจนคอขาดกระเด็น บางรูปจิตใจไม่เข้มแข็งพอต่างก็พยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด ว่ากันว่าเลือดแดงนองเต็มแผ่นดิน เพราะมีพระสงฆ์อยู่นับหมื่นๆองค์ และในที่สุด มหาวิทยาลัยนาลันทาก็ถึงแก่ความพินาศลงตั้งแต่บัดนั้นมา 

เมื่อบุรุษผู้นี้ได้ฟังเรื่องราวนี้จบลง ถึงกับทำให้เกิดความสังเวชในใจ พลันคลื่นบางอย่างประหนึ่งขอความเมตตาก็แผ่ซ่านเข้ามา จึงตั้งใจไว้ว่า เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา เราจะลงไปนั่งภาวนาและแผ่เมตตาให้กับวิญญาณเหล่านั้น เมื่อระลึกขึ้นมาได้เช่นนี้ จึงต้องขอให้อุบาสิกาสำรวยและคุณครูกี๋ ลงไปช่วยกันแผ่บุญกุศลอีกครั้ง โดยอาศัยโคนต้นไม้ใหญ่บริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัย เป็นที่ภาวนา เสร็จแล้วก็รู้สึกว่า อิ่มเอิบในคลื่นบุญที่ท่านเหล่านั้น อนุโมทนากลับมา เพราะเราได้กระทำหน้าที่บริบูรณ์ ตามกำลังบุญที่มีอยู่อย่างดีที่สุดแล้ว หลังจากนั้น ก็เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินาราต่อไป”...   





 กลับมาฟังเรื่องราวในวาระใหม่นี้กันต่อ ว่ากันว่า เมื่อครั้งในอดีต เมืองนาลันทามีความเจริญรุ่งเรืองมาก และกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของโลก หลังจากพุทธกาลล่วงมาแล้วพันกว่าปี ว่ากันว่า มีพระสงฆ์หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ มาจากหลายประเทศ มีจำนวนมากมายนับแสนรูป แม้แต่พระถังคำจั๋งของจีนก็เคยมาศึกษาที่นี่ เมื่อหลวงพ่อและคณะไปถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา และได้แผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณแล้ว ภายหลังหลวงพ่อได้เล่าให้ทุกคนฟัง พอสรุปได้ว่า 

  ...“ในสมัยนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งอยู่นี้ เคยเป็นพระภิกษุสงฆ์ชาวจีน เดินทางเข้ามาเรียนพระไตรปิฎกและพระปริยัติธรรมในมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ และถูกกองทัพมุสลิมฆ่าตายหมู่ร่วมกันคามหาวิทยาลัย นอกจากนั้น คุณหมอวิบูลย์ กมลพรวิจิตร และ คุณปกรณ์ ศรีเรือนทอง ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในครั้งนี้ ก็เคยเกิดและมาตายร่วมกันในนี้  ซึ่งในสมัยนั้น คุณหมอวิบูลย์เกิดเป็นหมอหนุ่มชาวจีน และได้ติดตามมาดูแลรักษาพระสงฆ์จีน ส่วนคุณปกรณ์ก็เกิดเป็นเด็กหนุ่มชาวจีน คอยติดตามมาดูแลเรื่องอาหาร และอุปัฏฐากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากจีนเช่นกัน นอกจากบุคคลทั้งสอง จะได้ดูแลพระสงฆ์แล้ว ยังมีโอกาสได้ศึกษาพระธรรมไปพร้อมกันด้วย แต่สุดท้าย ทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายร่วมกันในมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ หลังจากนั้น คุณหมอวิบูลย์และคุณปกรณ์ ก็ได้ไปเกิดอยู่ที่ประเทศจีนอีกสิบชาติ จึงได้มาเกิดอยู่ที่ประเทศไทย อานิสงส์ของบุคคลเหล่านี้ ที่ได้เคยศึกษาพระธรรมในครั้งกระนั้น จึงทำให้มีปัญญาทำมาหาเลี้ยงชีพ และมีปัญญาในทางธรรม ติดตามมาจนถึงชาติปัจจุบัน ส่วนอีกหลายคนๆ ที่มาด้วยกันนี้ บ้างก็เคยวิ่งเล่น บ้างก็เคยเป็นอุบาสกอุบาสิกา อุปัฏฐากดูแลพระสงฆ์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เช่นกัน จึงได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีกครั้ง”...  







 "พญานาค" ณ วัดเวฬุวัน 

หลังจากหลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ได้ไปโปรดสรรพวิญญาณ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว ได้มุ่งหน้ากลับมายังเมืองราชคฤห์อีกครั้ง เพื่อเข้าไปชมวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และที่วัดเวฬุวันแห่งนี้ มีพญานาคผู้เฝ้าดูแลวัดมาตั้งแต่เมื่อครั้งพุทธกาล ได้เข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อ โดยมาในร่างงูตัวเล็กเลื้อยอยู่บนต้นไม้เหนือศรีษะหลวงพ่อ อยู่ห่างราวหนึ่งเมตร และดลให้แขกอินเดียเห็น จนร้องเอะอะบอกเตือนหลวงพ่อให้รีบลุกหนีออกไป หลวงพ่อก็ได้แต่ยิ้มๆ




 "คุกคุมขัง" วิบากกรรมของพระเจ้าพิมพิสาร 

หลังจากนั้น จึงเดินทางต่อไปยังคุกที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสารที่อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก คุกแห่งแรกเป็นอาคารที่เจาะเข้าไปในหน้าผาหิน แขกอินเดียและนักโบราณคดีบอกว่า เป็นที่เก็บสมบัติของพระเจ้าอชาตศัตรู แต่หลวงพ่อบอกว่า ที่นี่แหละ เป็นสถานที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้เป็นที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสารในครั้งแรก แต่ต่อมา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบว่า พระบิดาได้ใช้ห้องโถงที่มีพื้นที่กว้างขวางพอในการภาวนาเดินจงกรม พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้ย้ายพระบิดาไปคุมขังไว้ในคุกมืดใต้ดิน ที่สร้างอยู่ถัดไปจากบริเวณเดิมราวหนึ่งกิโลเมตร ปัจจุบัน ยังหลงเหลือเพียงซากกำแพงของคุก เมื่อไปถึงแล้ว หลวงพ่อได้เล่าเรื่องราววิบากกรรมของพระเจ้าพิมพิสาร ในแบบธรรมพิสดารตามฉบับของหลวงพ่อ พอสรุปได้ว่า




 "พระเจ้าพิมพิสารเคยเกิดเป็นพระราชาในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต ในกาลครั้งกระนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้กลับจากไปทำศึก และได้รบชนะข้าศึกกลับมา ขณะนั้น พระพุทธองค์และเหล่าสาวกอรหันต์จำนวนมาก กำลังประทับอยู่ในอุทยานของพระราชา ด้วยความดีใจและลำพองในชัยชนะ และความยิ่งใหญ่ของตน พระราชาจึงได้เสด็จเข้าไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ โดยไม่ได้ถอดรองเท้า พร้อมกับยืนประกาศว่า ข้ารบชนะข้าศึกแล้ว พร้อมกับแสดงความยิ่งใหญ่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ จากวิบากกรรมนั้น ทำให้พระเจ้าพิมพิสารถูกพระราชโอรสคือ พระเจ้าอชาตศัตรูกรีดฝ่าพระบาท พร้อมกับใช้เกลือทารอยแผลนั้น เพื่อไม่ให้พระเจ้าพิมพิสารเดินจงกรมได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงมีญาณรู้เห็นวิบากกรรมในอดีตชาติได้ พระองค์จึงได้น้อมรับกรรมนั้น โดยไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย และในที่สุดก็ได้เสด็จสวรรคตในคุกใต้ดินนั่นเอง"  






☀ นิทานธรรมพิสดาร 
"ปัตจัตตังธรรม" ณ วัดพุทธสาวิกา

ท่านทั้งหลาย การมาปฏิบัติธรรมสัญจรและโปรดชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณ ณ ประเทศอินเดีย ของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ในวาระนี้ ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่พักและอาหารเป็นอย่างดีจากวัดไทยต่างๆ ดังนี้ คืนแรกวันที่ 31 ตุลาคม 2558 พักที่วัดป่าพุทธคยา วันที่ 1-4 และ 6 พฤศจิกายน 2558 พักที่วัดพุทธสาวิกา และวันที่ 5 พักที่วัดไทยสารนาถ ทางคณะจึงขออนุโมทนากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสามวัดดังกล่าวทุกประการครับ



อย่างไรก็ตาม การที่คณะได้มาพักที่วัดพุทธสาวิกา (แม่ชีแก้ว) เมืองคยา รัฐพิหาร อินเดีย ในวาระนี้ สืบเนื่องมาจากบุรุษผู้หนึ่งและคณะรวม 10 ท่าน เคยเดินทางมาภาวนาและได้พักที่วัดพุทธสาวิกามาแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งในวาระนั้น ทางคณะได้รับความอนุเคราะห์จากวัดพุทธสาวิกาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคุณอุ๊ ซึ่งเป็นอุบาสิกาผู้ดูแลวัด รวมทั้งคุณสงกรานต์ คุณหน่อง แม่ชี อุบาสกอุบาสิกาประจำวัด ที่ให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี และในกาลครั้งกระนั้น ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งภาวนาอยู่ที่วัดพุทธสาวิกา ได้เกิดสภาวธรรมบางอย่าง จึงได้อธิษฐานจิตว่า จะนิมนต์หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท มาโปรดสรรพสัตว์ ณ วัดแห่งนี้อีกสักครั้ง ซึ่งคำอธิษฐานนั้น ก็ได้สำเร็จเป็นความจริงในวาระนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเอาบทความเดิม ที่ได้บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 มาให้ท่านทั้งหลาย ได้อ่านและพิจารณาตามอีกครั้ง ดังข้อความบางตอนดังนี้

  “การภาวนาที่ห้องพักวัดพุทธสาวิกา เมืองคยา ในตอนบ่ายของวันที่ 4 พฤษภาคม 2558 ก็มีความสงบสว่างดี พอจิตว่าง จิตได้ผุดรู้ขึ้นมาว่า ณ บริเวณแห่งนี้เคยมีผู้ผูกคอตายมาขอความเมตตา อีกทั้งจิตเสมือนรู้ว่า ภูมิเทวดาที่นี่เขาดีและมีบารมี พวกเขาพยายามแสดงออกว่า พวกเขามีความปีติยินดีในการมาของพวกเรา เสมือนเขาร้องไห้ปีติยินดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตรับรู้ บุรุษผู้นี้จึงได้อธิษฐานบารมี เพื่ออุทิศแด่ท่านทั้งหลาย ขออนุโมทนากับบุญบารมีของแม่ชีแก้วผู้สร้างวัด ขออุทิศแด่ผู้ดูแล ผู้อุปัฏฐาก ญาติธรรมที่มาอาศัย ตลอดจนคณะผู้มาอินเดียครานี้ ญาติธรรมที่เมืองไทย ผู้บริจาคปัจจัยในการเดินทางมาอินเดีย จงมีกระแสพระนิพพานติดตามทุกท่านไปทุกภพทุกชาติเทอญ แลขอให้ภูมิเจ้าที่ เหล่าพรหมเทวา แลชาวโลกวิญญาณ จงมีความสุขสำราญ ผู้ใดปรารถนาจะเปลี่ยนภพภูมิใหม่ ก็ขอให้ตั้งใจน้อมรับเอาไตรสรณคมเป็นที่พึ่งตลอดไป ขอให้กราบไหว้บูชาและปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา ให้รักษาศีลภาวนา แล้วท่านทั้งหลายจักพ้นจากความทุกข์ได้ ขอให้อนุโมทนาเอาเถิด แล้วจึงแผ่คลื่นแห่งความเมตตาออกไป พลันคลื่นปีติก็หลั่งไหลกลับมาเป็นระลอก แผ่ซ่านเข้าไปข้างในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในสภาวะเช่นนี้ จิตมีปัญญา จึงจับเอาสภาวะนั้นมาพิจารณาต่อไป ใจเสมือนรู้ทุกข์อริยสัจของสัตว์โลก พลันสภาวะแห่ง "ความเมตตา" อันสูงสุด ได้บังเกิดขึ้นที่ใจ น้ำตาก็หลั่งไหลออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้มากเท่าไร น้ำตาก็ไหลย้อนตกเข้าไปข้างในมากเท่านั้น จิตจึงอธิษฐานต่อไปว่า หากพวกท่านมีบุญวาสนา เราจักนิมนต์หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระผู้พ้นแล้วแห่งวัดโคกปราสาท ผู้เป็นครูอาจารย์ของเรามาโปรดพวกท่าน พลันความปีติยินดีก็แผ่ซ่านเข้ามาอีก” 

 จากเหตุการณ์ที่นำมาเล่าอีกครั้งดังกล่าว เมื่อมาถึงกาลของวาระนี้ จึงทำให้คณะของพวกเราได้ย้ายมาพักที่วัดพุทธสาวิกาอีกครั้ง ทั้งที่ผู้จัดทัวร์มิได้มีโปรแกรมว่าจะมาพักที่นี่ และได้เกิดเหตุการณ์และความอัศจรรย์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายที่วัดพุทธสาวิกา ดังนิทานธรรมต่อไปนี้ 





 "การกลับมา" ของผู้ที่ตายในมหาวิทยาลัยนาลันทา 

ท่านทั้งหลาย ตั้งแต่คณะได้มาพักที่วัดพุทธสาวิกา หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์วัดโคกปราสาทเกือบทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะรักษาศีลแปด โดยทานอาหารมื้อเดียว และปฏิบัติภาวนาและฟังธรรมกันทั้งคืน ตลอด 4 คืน แม้แต่อาม่ามารดาของคุณหมอวิบูลย์ อายุ 76 ปี ก็สามารถภาวนาได้จนสว่าง อานิสงส์จึงได้บังเกิดขึ้นมากมายทั้งแก่ลูกศิษย์เอง และความเป็นมงคลแก่สถานที่ ขณะเดียวกัน เมื่อลูกศิษย์ได้ถวายการนวดแก่หลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะเล่าเรื่องราวอัศจรรย์ต่างๆ ที่หลวงพ่อได้รู้เห็นที่อินเดียให้ฟัง อาทิเช่น เรื่องราวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทา ที่มีการฆ่าล้างพระสงฆ์เป็นหมื่นๆรูป เมื่อครั้งในอดีต ดังที่ผู้เขียนได้เล่าไว้ในตอนที่ผ่านมา และยังมีอีกบางส่วนเพิ่มเติมคือ หลวงพ่อเล่าว่า ผู้ที่ถูกฆ่าตายจำนวนมากในมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีตนั้น ต่างได้ไปเกิดในประเทศต่างๆ ที่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ บ้างก็ไปเกิดในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ศรีลังกา ทิเบต จีน เวียดนาม และอีกหลายประเทศทั่วโลก และจากอานิสงส์หรือผลกรรมในครั้งกระนั้น จึงทำให้บุคคลเหล่านั้น ต้องกลับมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในอินเดียอีกครั้ง บ้างก็พากันมาสร้างวัดสร้างเจดีย์แลเสนาสนะในที่ต่างๆ ทั่วอินเดีย แต่ก็ไม่สามารถกลับไปทะนุบำรุงในที่มหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งเดิมได้ เนื่องด้วยกฎหมายของอินเดียและกฎระเบียบของมรดกโลก บ้างก็พากันบริจาคปัจจัยและข้าวของมาบำรุงพระพุทธศาสนา บ้างก็ได้กลับมาแสวงบุญที่อินเดีย กลับมาแล้วก็จำไม่ได้ ก็เพราะไม่รู้อดีต วนไปเวียนมาเป็นอยู่อย่างนี้ เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ หลวงพ่อรู้สึกสังเวชใจ จึงได้กระซิบกับบุรุษผู้หนึ่งว่า “น่าสังเวชกับการเวียนว่ายตายเกิดนะ”








 พญาควาย และบริวารควาย 

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อเล่าเรื่องอดีตชาติให้ฟังพอสรุปได้ว่า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระสมณโคดมพระพุทธเจ้า ขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงธาตุขันธ์อยู่ หลวงพ่อเคยเกิดเป็นพญาควาย ดูแลบริวารจำนวนมากอยู่ในเมืองพุทธยาแห่งนี้ และนางพญาควาย นางควาย รวมทั้งบริวารควาย ก็ได้ติดตามมาอินเดียด้วยในครั้งนี้ เมื่อหลวงพ่อเล่ามาถึงตรงนี้ ปรากฏว่า มีสุภาพสตรีหลายท่าน ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาตามๆกัน จะว่าเป็นที่ปีติยินดี หรือระคนกับความสังเวชในชะตากรรมร่วมกันก็ได้ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า ก็เพราะหลวงพ่อเกิดเป็นพญาควายด้วยวิบากกรรม แม้จะได้พบกับพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ก็ยังดีที่พระพุทธองค์ทรงโปรดสอนให้พญาควายรักษาศีล ให้ดูแลอบรมสั่งสอนบริวารว่า อย่าได้ไปหากินในที่ไร่นาของมนุษย์ และอย่าได้ไปทำลายสิ่งใดของมนุษย์เป็นอันขาด และในที่สุดพญาควายและเหล่าบริวารก็ถูกฆ่าตาย ด้วยอานิสงส์จึงได้พาบริวารไปเกิดเป็นมนุษย์ที่ประเทศจีนอยู่หลายชาติ จึงได้มาเกิดที่ประเทศไทย






 พระนางสุชาดา 

ท่านทั้งหลาย ขณะที่หลวงพ่อพาลูกศิษย์ภาวนาอยู่ที่วัดพุทธสาวิกาในคืนที่สอง หลวงพ่อเกิดรู้เห็นความอัศจรรย์ในอดีตชาติของพระนางสุชาดา และเห็นเหตุการณ์ขณะที่พระนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่เจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า จนหลวงพ่อต้องพาลูกศิษย์ไปดูในสถานที่จริงในตอนเช้า หลวงพ่อเล่า "นิทานธรรม" ให้ฟัง พอสรุปได้ว่า ความจริงพระนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธองค์ ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ทรงใช้เป็นสถานที่ตรัสรู้ มิใช่ที่ต้นไทรตามที่แต่งเรื่องกันมาในปัจจุบัน โดยในขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ หลังจากทรงเลิกทรมานกายจากถ้ำที่เขาดงคสิริแล้ว พระองค์ทรงดำเนินมายังต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนบ้านของนางสุชาดาอยู่ฟากแม่น้ำเนรัญชรา ฝั่งตรงข้ามกับต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อดูจากสถานที่จริงแล้ว น่าจะห่างกันราวหนึ่งกิโลเมตร กาลนั้น พระพุทธองค์ทรงสำแดงรัศมีสว่างไสว จนนางรับใช้ของพระนางสุดาแลเห็นแสงสว่างนั้น จึงข้ามฝั่งเข้าไปดู และได้เห็นความสง่างามแลความอัศจรรย์นั้น จึงกลับมารายงานพระนางสุชาดาว่า ได้พบกับเทวดาที่โคนต้นโพธิ์แล้ว หลังจากนั้น พระนางสุชาดาจึงได้นำข้าวมธุปายาสไปถวายพระพุทธองค์ตามลำดับ หลวงพ่อเล่าต่อว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ มิใช่ความจริงตามตำราที่เล่าผิดเพี้ยนตามกันมา นี้คือธรรมพิสดาร ที่รู้เห็นด้วยอาสวักขยญาณอันกว้างไกลของพระสุปฏิปันโนในยุคนี้




 วิญญาณทหาร ณ วัดพุทธสาวิกา 

ท่านทั้งหลาย ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ได้เกิดเรื่องราวปัตจัตตังบังเกิดขึ้นกับอุบาสิกาท่านหนึ่ง คือ คุณป้าสม ท่านเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมสูง ที่ปุถุชนสามารถกราบไหว้ท่านได้เช่นเดียวกันกับการกราบไหว้พระสงฆ์ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ในตอนบ่ายสามโมง ขณะที่หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์ทั้งหมด เดินทางไปยังบริเวณมณฑลพระมหาโพธิเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ตามคำนิมนต์ของท้าวมหาพรหม ดังที่ผู้เขียนได้เล่าไปแล้วในตอนแรก อุบาสิกาเล่าว่า ท่านมีจิตสัมผัสบางอย่าง จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า วันนี้จะไม่ออกจากวัดพุทธสาวิกาไปไหน แม้หลวงพ่อจะได้รับนิมนต์จากพรหมเทวดาก็ตาม เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว อุบาสิกาตั้งใจจะนั่งภาวนา ไม่นานปรากฏมีคลื่นดำของเหล่าวิญญาณพากันมาหามากมาย มืดดำไปหมด เพราะวิญญาณเหล่านี้ไม่มีบุญแม้แต่น้อย แรกๆอุบาสิกาท่านก็หวั่นไหวเล็กน้อย เพราะยังไม่เคยประสบกับเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้มาก่อน หนักหนาสาหัสจนกระทั่งวิญญาณเหล่านั้น ต่างรุมล้อมเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาเต็มไปหมด จะเดินจงกรมก็เดินไม่ได้ จะนั่งภาวนาในท่าขัดสมาธิก็ไม่ได้ จึงได้แต่นั่งชันขากับขอบเตียงภาวนาแผ่เมตตาออกไป อุบาสิกาเล่าต่อว่า วิญญาณมามาก มารุมล้อมจนหายใจไม่ออก ท่านจึงตั้งสติระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และบุญบารมีของตน แผ่เมตตาออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานหลายนาที จนรู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีกำลังใจ เพราะเห็นคลื่นบุญที่ท่านแผ่ออกไปเป็นรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศทาง เมื่อคลื่นแสงบุญที่สว่างไสวแผ่ออกไปกระทบกับดวงวิญญาณที่มืดดำแล้ว ดวงจิตเหล่านั้นก็แตกโพล้งออกไปเป็นแสงสีขาวสว่างไสว ประหนึ่งแสงประกายที่แตกจากการสปาร์กของไฟฟ้า ไปรอบทิศทาง คลื่นบุญแผ่กระทบแล้วสว่างไสวขยายวงออกไปจนความมืดนั้นหมดสิ้นไป 

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว วิญญาณเหล่านั้นได้ไปจุติเป็นเทวดา และกลับมาขอบคุณอุบาสิกา พร้อมทั้งได้เล่าเรื่องราวในอดีตให้ท่านฟังว่า พวกเขาเป็นทหารที่ถูกฆ่าตายในบริเวณนั้น ถูกฆ่าตายกันเป็นจำนวนมาก  นอกจากนั้น อุบาสิกาป้าสม ยังได้เล่าให้ฟังว่า พระพรหม ซึ่งเป็นบิดาของแม่ชีแก้วผู้สร้างวัดพุทธสาวิกา ลงมาต้อนรับคณะพวกเราตั้งแต่วันแรก และบุรุษผู้หนึ่งก็สัมผัสได้เช่นกันว่า มีผู้ไม่มีตัวตนมาคอยต้อนรับจำนวนมาก นี้คือความอัศจรรย์ที่ได้บังเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากเราปฏิบัติจริงตามพระพุทธเจ้า ธรรมจริงนั้นก็จักบังเกิดขึ้นได้จริง และสามารถช่วยเหลือสัตว์โลกได้ตามกำลังของคุณธรรมนั้น



 นิทานธรรมพิสดาร 5 
"คงคา" แม่น้ำแห่งสัจธรรม

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ได้ออกเดินทางจากพุทธคยาสู่เมืองพาราณสี รัฐพิหาร อินเดีย ด้วยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางราว 6-8 ชั่วโมง ตามสภาพการจราจร เมื่อไปถึงเวลาใกล้พลบค่ำ คณะจึงได้ลงเรือล่องแม่น้ำคงคาทันที อย่างไรก็ตาม การที่คณะได้มายังแม่น้ำคงคาในวาระนี้ มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อคราวที่บุรุษผู้หนึ่งและอุบาสิกาสำรวย ไตรแก้ว ซึ่งเป็นคู่บารมีของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ได้เคยมายังแม่น้ำคงคาเมื่อต้นปี 2557 มาแล้วครั้งหนึ่ง ในคราวนั้น อุบาสิกาสำรวย ไตรแก้ว เกิดสภาวธรรมรู้เห็นบางอย่าง จึงได้อธิษฐานจิตต่อพรหม เทวดา มหาเทพ มหาเทวี และเหล่าวิญญาณว่า “หากพวกท่าน มีบุญวาสนา เราจะนิมนต์หลวงพ่อผู้เป็นคู่บารมีของเรา ให้มาโปรดพวกท่านอีกครั้ง” และคำอธิษฐานนั้นก็ได้เป็นจริงแล้ว ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำเอาบทความบางตอน ที่ได้เขียนบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 กลับมาให้ท่านทั้งหลาย ได้อ่านและพิจารณาตามกันอีกครั้ง ดังข้อความต่อไปนี้ 

☀ ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ สมมุติว่า เกิดขึ้นเมื่อตอนสายของวันที่ 25 มีนาคม 2557 คณะของผู้จาริกแสวงบุญ ได้ออกเดินทางจากเมืองสาวัตถี มุ่งหน้าสู่เมืองพาราณสี ผ่านความพลุกพล่านของผู้คน และถนนที่ลำบากเป็นเวลาหลายชั่วโมง การเดินทางในวันนี้ ก็ยังเหมือนทุกวันคือ มีการบรรยายเรื่องราวของเมืองที่เราจะไป สลับกับการบรรยายชีวิตความเป็นอยู่ ศาสนา นักบวช และวัฒนธรรมของชาวอินเดีย โดยเฉพาะเรื่องราวของพวกฤาษีและชีเปลือยนั้น ได้รับความสนใจเป็นพิเศษสำหรับสุภาพสตรี และเป็นหัวข้อที่กล่าวถึงกันยาวนานที่สุด อย่างไรก็ตาม ขณะเดินทางก่อนจะถึงเมืองพาราณสีเล็กน้อย บุรุษผู้ยังโง่เขลาได้เจริญภาวนาไปในตัว ปรากฏว่า เห็นภาพเทวดาแขกมายืนเข้าแถวรอทั้งสองฟากถนน บ้างก็ก้มลงกราบ เทวดาแขกก็แต่งกายแบบแขก แต่เป็นชุดที่หรูหราตามแบบฉบับของผู้ดี เมื่อถอนจากสมาธิแล้ว เขาจึงเอ่ยบอกญาติธรรมว่า วันนี้มีชาวโลกทิพย์มารอต้อนรับมากนะ ซึ่งหลายคนก็เห็นจริงเมื่อไปถึงแม่น้ำคงคาแล้ว พวกเราไปถึงที่นั่นราวๆ เกือบสองทุ่ม แล้วก็รีบลงเรือล่องแม่น้ำคงคาทันที

"แม่น้ำคงคา" ว่ากันว่า เป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดีย เพราะเป็นสถานที่บูชาพระอาทิตย์ของชาวฮินดู และเป็นสถานที่เผาศพของชาวอินเดียมายาวนาน ซึ่งว่ากันว่า เปลวเพลิงสำหรับการเผาศพของชาวอินเดียนั้น มีสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนกระทั่งปัจจุบัน โดยกองไฟที่เผาไม่เคยมอดเลยตลอดเวลา 4,000 ปี เมื่อไปถึงคณะของพวกเราได้ลงเรือล่องแม่น้ำคงคาทันที ท่ามกลางความมืดและบรรยากาศอันวังเวงและเย็นยะเยือก บางคนก็เห็นศพลอยน้ำมา บางคนเห็นแล้วก็ไม่กล้าพูดเพราะความกลัว ส่วนบุรุษผู้ยังโง่เขลาได้นั่งภาวนาสมาธิอยู่บนท้ายเรือ เพื่อพิจารณาความเป็นอนิจจัง และทุกขังของสัตว์โลก แม้แต่มหาเทพที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนวิญญาณและชาวมนุษย์ทั้งหลาย ก็ล้วนมีความทุกข์ไม่ต่างกัน พิจารณาเลยไปถึงความเชื่อของมนุษย์ที่ว่า แม่น้ำสายนี้ชั่งศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน แต่ในทางพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นเรื่องของความเชื่อที่งมงาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท ท่านก็เทศน์สอนลูกศิษย์เสมอว่า "หากแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์จริง ป่านนี้พวกกุ้งหอยปูปลาที่อยู่ในแม่น้ำคงคา ก็คงพ้นกรรมไปเกิดเป็นเทวดาหรือพ้นทุกข์ไปกันหมดแล้ว แต่นี่ก็ยังเห็นอยู่เต็มแม่น้ำเช่นเดิม" เมื่อพิจารณาไป ใจก็เห็นความทุกข์ มหาเทพที่ว่าชั้นสูงของชาวอินเดียก็ยังมีความทุกข์ ท่านจะสร้างบารมีแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วเมื่อไหร่พวกท่านจึงจะได้หวนมาสร้างบารมีในพระพุทธศาสนานะ จะได้พ้นทุกข์กันเสียที บุญเราก็มีแค่นี้ แต่เราก็ปรารถนาให้ทุกท่านมีความสุข ก็จงอนุโมทนาเอาเถิด พิจารณาไปใจก็แผ่เมตตาไปตลอดเส้นทาง  

ส่วนญาติธรรมท่านอื่นๆ บ้างก็ตั้งใจดูและตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ ตลอดเส้นทาง บ้างก็แผ่เมตตา บ้างก็ถ่ายภาพกันตามอัธยาศัย อุบาสิกาสำรวย ไตรแก้ว ท่านก็เห็นพวกเทวดาและวิญญาณมากันมากมาย ท่านได้แผ่เมตตาไปให้ พวกเขาก็อนุโมทนาตอบกลับมา มหาเทพชั้นสูงของแขกเป็นหัวหน้ามาคอยต้อนรับ และพยายามสื่อสารไปยังท่านปลัดจี๊ด (คุณไพลิน เขื่อนทา ซึ่งเป็นปลัดเทศบาลนครตรัง ระดับ 9 และเป็นนักภาวนามายาวนานนับ 30 ปี) จนเกิดอาการปีติยินดี ปลัดจี๊ดเล่าให้หมู่คณะฟังในภายหลังว่า มหาเทพไม่กล้าสื่อสารมาทางบุรุษผู้เป็นนักภาวนา เพราะเกรงจะเกิดกรรม จึงได้แต่พากันมาก้มกราบท่านอาจารย์ที่ท้ายเรือ  แต่มหาเทพก็ได้สื่อสารมาทางอุบาสิกาที่ท่านอนุญาตแล้ว เพื่อให้ปลัดจี๊ดได้อาศัยกายใจทักทายกัน จึงเป็นอันว่า มีความปีติสุขกันทุกฝ่าย ทั้งมนุษย์ เทพ และวิญญาณ ก็แปลกดี (บันทึกเมื่อ 5 มิถุนายน 2557)  




 "คงคา" แม่น้ำแห่งสรรพวิญญาณ 

ท่านทั้งหลาย กลับมายังเรื่องราวในวาระใหม่ในครั้งนี้กันต่อ เมื่อคณะเราเดินทางไปถึงเมืองพาราณสี ก็ได้เจอกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง เมื่อเจอสภาวการณ์ดังนั้นแล้ว พวกเราได้พิจารณาสภาพผู้คน สัตว์สิ่งของ บ้านเมือง วัฒนธรรม และประเพณี เห็นผู้คนมากมาย ต่างคนต่างพลุกพล่านวุ่นวาย เสียงรถเสียงแตรดังสนั่นหวั่นไหว ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ดูเสมือนไม่มีกฎไม่มีระเบียบ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป ต่างสกปรก มีสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็น และมีแมลงวันมากมาย ขอทานก็มีมาก ศาสนาและลัทธิต่างๆก็มีมาก ต่างคนต่างก็กระทำกันไปตามความเชื่อ เห็นแล้วก็รู้สึกสังเวชในจิตใจ สมกับเป็นเมืองแห่งสัจธรรมจริงๆ หลายคนถึงกับอุทานว่า... ☀ “นี้คือเมืองนรกบนดิน พวกเราโชคดีแล้ว ที่ได้ไปเกิดในประเทศไทย บ้านเรามีทุกอย่าง อุดมสมบูรณ์ จะเรียกว่า เป็นเมืองสวรรค์บนดินก็ได้”... ☀  และญาติธรรมบางรายถึงกับเอ่ยว่า... “วันนี้จะไม่ขออาบน้ำนะคะ”... เพราะเธอคิดว่าน้ำที่ใช้อาบคงเอามาจากแม่น้ำคงคา ส่วนบางท่านก็ถึงกับเอ่ยว่า... “หากมีเมนูอาหารที่ทำจากปลา จะไม่ขอรับประทาน กลัวปลาแม่น้ำคงคาจะกินซากศพ”... ก็เป็นอาการวิตกจริตกันไป พอให้ได้แซวกันเล่น แต่เมื่อหันมาดูชาวแขกเขา จะว่าไปแล้ว ก็คงเป็นวิบากกรรมของพวกเขา ดังที่หลวงพ่อได้พูดกับบุรุษผู้หนึ่งว่า...  “ให้ดูเอา ดูให้เป็นธรรมะ พวกเขาเหล่านี้มีกรรมมาก จึงมาเกิดใช้กรรมอยู่ในเมืองนี้”... 




เมื่อมาถึงแม่น้ำคงคา และได้ลงเรือล่องแม่น้ำคงคาแล้ว ผู้มาใหม่บางรายก็ดูตื่นเต้น แต่บางท่านก็ดูเงียบขรึม บ้างก็ถ่ายรูปไปตามอัธยาศัย ขณะเดียวกัน เมื่อหลวงพ่อเห็นชาวคณะกำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป จนลืมในภาระกิจบางอย่าง หลวงพ่อท่านจึงได้เอ่ยกับบุรุษผู้หนึ่งว่า... 

 “มัวแต่พากันเพลิดเพลิน มาเที่ยวเล่นเฉยๆก็มี ไม่พากันพิจารณาสิ่งรอบข้าง ไม่เห็นเป็นธรรมะ มันจะเกิดประโยชน์อะไรกับการมาที่นี่  โน้น!.. พากันเห็นหรือเปล่า พวกวิญญาณมืดฟ้ามัวดิน แออัดยัดเยียดเต็มไปหมด ทำไมไม่พากันตั้งใจกำหนดสติสมาธิ แล้วแผ่เมตตาให้กับพวกเขา จึงจะเกิดบุญกุศล” 





เมื่อล่องเรือผ่านไป บางช่วงก็เห็นศพลอยน้ำตุ๊บป่องมา บนฝั่งก็เห็นการเผาศพอย่างต่อเนื่อง บางศพก็ห่อผ้าวางรอคิวเผา เขม่าควันไฟคละคลุ้ง บรรยากาศขมุกขมัวสลัว สุนัขและวัวก็ปะปนหากินอยู่กับซากศพ ส่วนตึกอาคารเรียงรายแม้จะดูใหญ่โต แต่ก็หาความเจริญหูเจริญตาไม่ เหลียวแลไปทางไหนก็เห็นแต่ความหดหู่รันทดใจ แต่ผู้คนประเทศนี้ เขากลับไม่ได้เห็น และไม่ได้คิดอย่างเรา ดูไปก็เห็นแขกมากมาย ลงไปอาบไปแช่ในแม่น้ำตามความเชื่อของเขา แม้แม่น้ำจะเต็มไปด้วยซากศพหรือวิญญาณมากมายก็ตาม เพราะความหลงยังครอบงำพวกเขาอยู่นั่นเอง 

ภายหลัง หลวงพ่อได้เล่าให้ทุกคนฟังว่า ที่แม่น้ำคงคา มีวิญญาณดวงจิตมืดดำสนิท ไม่มีบุญกันเลยแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ในดินแดนของพระพุทธศาสดาก็ตาม เพราะความหลงและไม่เชื่อฟังคำสอน จึงปรามาสพระพุทธองค์ หลวงพ่อบอกว่า วิญญาณเหล่านี้ มีมากมาย ทั้งในฝั่ง ในน้ำ ท้องฟ้าอากาศ แออัดยัดเยียดเต็มไปหมด ไม่มีพื้นที่ว่างเลย หากเปรียบเทียบ ก็เป็นพวกบัวเหล่าที่สี่ที่อยู่ใต้โคลนตม เมื่อหลวงพ่อและคณะแผ่เมตตาให้ไปแล้ว ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยวิญญาณ ก็สว่างไสวเป็นลำแสงพุ่งสู่ท้องฟ้านภากาศอย่างอัศจรรย์  ดังคำกล่าวของหลวงพ่อว่า...  “หลวงพ่อเห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า สว่างไสวไปหมด พวกเขาได้รับบุญกันมากจากพวกเรา คงไปเกิดใหม่ตามภพภูมิของเขา มันก็ดีอย่างนี้ละ การมาแผ่เมตตาแก่เขา มิใช่พากันมาเที่ยวเล่นเฉยๆ”  





เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ หลวงพ่อได้เอ่ยสรรเสริญถึงคุณงามความดี ของผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายให้หลวงพ่อและคณะเกือบทั้งหมด พอสรุปได้ว่า...  “พวกเทวดาและเหล่าวิญญาณ ต่างพากันสรรเสริญและอนุโมทนา ทั้งคุณหมอธรรณวัฐและคุณหมอวิบูลย์ (นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ และ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร) ที่ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้พวกเราได้มาโปรดพวกเขา คุณหมอทั้งสองจึงได้อานิสงส์มิมีประมาณ เพราะเป็น “ผู้แบ่งปันความสุขแก่ผู้อื่น” สุขทั้งมนุษย์ พรหม เทวดา วิญญาณ และสรรพสัตว์”...   พวกเราผู้ร่วมคณะติดตาม จึงขอกล่าวอนุโมทนากับท่านทั้งสองด้วยทุกประการ


 นิทานธรรมพิสดาร 6 
"พญาช้าง" ณ พาราณสีโบราณ

ท่านทั้งหลาย หลังจากหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ได้ไปแผ่เมตตาที่แม่น้ำคงคาแล้ว คณะได้ย้อนกลับมาพักที่วัดไทยสารนาถ ที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก เมื่อเข้าที่พักและได้พักผ่อนตามอัธยาศัยแล้ว ทราบว่า หลวงพ่อท่านได้นอนพักผ่อนและทำสมาธิทันที เมื่อทุกคนอาบน้ำชำระร่างกายแล้ว จึงได้มารวมกันที่ห้องพักของหลวงพ่อ และมีหลายๆคนได้ถวายการนวดแก่ท่าน หลังจากการนวดเสร็จแล้ว หลวงพ่อได้เล่าเรื่องอัศจรรย์ให้ฟัง พอสรุปได้ว่า

  “ที่นี่ ใต้แผ่นดินเมืองพาราณสีปัจจุบันนี้ มีซากเมืองโบราณอายุหลายหมื่นปี ถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกมากกว่าสิบกว่าเมตร ซากเมืองโบราณนี้ คือ เมืองพาราณสีเมื่อครั้งสมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ซื่อเมืองเดิมสมัยนั้น ก็ยังถูกนำมาตั้งชื่อเมืองซ้ำอีกทีในสมัยพุทธกาลนี้ และในสมัยพุทธกาลนู้น หลวงพ่อเกิดเป็นพญาช้าง ซึ่งเป็นช้างคู่บารมีของพระราชาเมืองพาราณสี เมื่อเห็นอดีตชาติของตนเองแล้ว มันก็น่าสังเวชตัวเองนะ เป็นช้างก็ยังดีใจว่า ได้เป็นช้างคู่บารมีของพระราชา เดินไปไหนก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ยืดหน้ายืดตา ดูนางช้างทั้งหลาย ต่างก็หมายปองอยากเป็นคู่ครองของพญาช้าง แม้กายจะเป็นช้าง แต่จิตใจไม่ต่างอะไรกันกับมนุษย์ นางช้างทั้งหลาย ก็ยังติดตามไปเกิดเป็นนางกวาง และนางควายกันอีก นี่...(ชี้ไปที่ลูกศิษย์ชายสองคน) ก็เป็นลูกพญาช้าง ยังติดตามกันมาที่นี่อีก คิดแล้วมันก็น่าสังเวชในการเวียนว่ายตายเกิด” 

นอกจากเรื่องราวของพญาควาย และพญาช้าง ที่หลวงพ่อมารู้เห็นที่อินเดียในวาระนี้แล้ว ท่านยังได้เล่าย้อนหลังไปถึงคราวที่ไปรู้เรื่องอดีตชาติ ที่ถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อคราวธุดงค์สัญจรเมื่อปีที่แล้ว ท่านเล่าให้ฟังอีกครั้ง พอสรุปได้ว่า

  “สมัยเมื่อราวสองหมื่นปีที่แล้ว หลวงพ่อก็ไปเกิดเป็นพญากวาง อยู่ที่บริเวณถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นพญากวางอยู่ 5 ชาติ พวกเราที่นั่งอยู่นี้ ก็ไปเกิดเป็นนางกวาง ลูกกวาง และบริวารกวางด้วยกันอีก ในสมัยโน้น หลวงพ่อ(พญากวาง)และบริวาร ก็ได้อาศัยบารมีของฤาษีตนนี้ (หลวงพ่อชี้มายังบุรุษผู้หนึ่ง) ฤาษีตนนี้มีอภิญญาและเมตตามาก พวกเราก็ได้อาศัยบารมีของท่าน จึงได้อยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็นจนหมดอายุขัย ก็ยังระลึกถึงบุญคุณกันอยู่” 

เมื่อหลวงพ่อพูดมาถึงตรงนี้ ดูสีหน้าของท่านเศร้าสลด เพราะสังเวชตัวเองและหมู่คณะ นัยตาของท่านเอ่อด้วยน้ำตา น้ำตาแห่งความเมตตาและสงสารหมู่คณะ ผู้ที่เคยสร้างบุญบารมีติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ ท่านมองหน้าทุกคนแล้วพูดต่อไปว่า

  “หลวงพ่อได้แต่สงสารพวกเรา ก็คงได้แนะนำสั่งสอนพวกท่านอีกไม่นาน เพราะสังขารมันเสื่อมลง ก็ขอให้พากันเพียรเอา เพราะหลวงพ่อจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว หลวงพ่อพอแล้วกับการเวียนว่ายเกิด... แต่คนนี้ (หลวงพ่อชี้มายังบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า) นี่...เขาก็ปรารถนาจะไม่กลับมาเกิดอีก เอาให้ได้นะภพนี้ เขาเคยเป็นครูอาจารย์ของหลวงพ่อมาก่อน เคยสลับกันเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันมาก็หลายชาติ แต่ชาตินี้เขามาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อไม่ลืมบุญคุณของเขาหรอก หลวงพ่อขออนุโมทนา ให้สำเร็จในภพนี้เช่นกัน... สาธุ...”  ... เมื่อหลวงพ่อกล่าวจบลง ทุกคนต่างเปล่งเสียง ...สาธุ...ขึ้นพร้อมๆกัน 




☀ "พญาช้าง" นิมิตของบุรุษผู้หนึ่ง 

ท่านทั้งหลาย ในคืนก่อนที่จะเดินทางมายังเมืองพาราณสีและสารนาถ หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์ภาวนาและฟังธรรมกันตลอดทั้งคืน และหลายคนภาวนาจนสว่าง บุรุษผู้หนึ่ง ก็ได้ภาวนาอยู่ข้างๆหลวงพ่อ ขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั้น เมื่อจิตสงบลง เกิดนิมิตว่า มีพญาช้างตนหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก ดูท่าทางเป็นช้างผู้มีอายุ ร่างกายก็ใหญ่โตและมีสง่าราศีมาก ไม่เหมือนกับช้างทั่วไปที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ดูลักษณะเสมือนเป็นช้างพาหนะของผู้มีบุญบารมี เมื่อบุรุษผู้นี้พิจารณาอยู่ได้ไม่นาน ก็ปรากฏมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งยืนอยู่ด้านข้าง ท่าทางมีอภิญญา แต่จิตของบุรุษผู้นี้ผุดรู้ขึ้นมาว่า พญาช้างจะเลือกแสดงบุญบารมีต่อผู้ใด ระหว่างพระภิกษุสงฆ์กับเขา ในท่ามกลางสายตาของผู้คน ในที่สุดพญาช้างเลือกที่จะเดินมาหาบุรุษผู้นี้ ด้วยสีหน้าแววตาที่คุ้นเคยกัน บุรุษผู้นี้จึงยื่นมือไปจับที่งวงช้าง พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า ...“ขออนุโมทนาในพระนิพพานของท่าน” ... เมื่อเขาเอ่ยจบลง พญาช้างก็ได้ใช้งวงจับมือของบุรุษผู้นี้ชูขึ้นเหนือศรีษะ พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า... “ขอให้ท่านจงสำเร็จในพระนิพพานเช่นกัน”  ... ต่างคนต่างกล่าวอนุโมทนา...สาธุ...ขึ้นพร้อมๆกัน พลันก็บังเกิดความปีติซาบซ่านไปทั้งใจและกาย จนทำให้บุรุษผู้นี้สะดุ้งถอนออกมาจากสมาธิ ก็พอดีได้เวลาทำวัตรเช้าตอนตีสี่พอดิบดี พอตอนเช้า เขาก็ได้เล่าให้หลวงพ่อและป้าๆฟังในสิ่งอัศจรรย์นั้น

ท่านทั้งหลาย การที่นำเอานิมิตของบุรุษผู้นี้ มาเล่าประกอบ ก็เพื่อจะยืนยันในสิ่งที่หลวงพ่อท่านได้รู้เห็นในอดีตชาติของท่าน และเรื่องราวนั้น ก็ได้มาบังเกิดขึ้นจริงในวันต่อมาที่วัดไทยสารนาถ ดังที่หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังข้างต้น และมีการกล่าวอนุโมทนา...สาธุ...แก่กันและกัน ซึ่งนับว่ามีเหตุการณ์บังเกิดขึ้นสอดคล้องกัน จึงเป็นกำลังใจให้บรรดาลูกศิษย์ และญาติธรรมทั้งหลาย มั่นใจในธรรมปฏิบัติว่า หากเป็นผู้ปฏิบัติจริงตามพระพุทธเจ้า และคำแนะนำสั่งสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้เป็นสุปฏิปันโนแล้ว ธรรมจริงนั้น จักบังเกิดขึ้นกับทุกๆคนได้ จึงมิได้มีเจตนาจะยกตัวตนผู้ใดขึ้นมา ก็เป็นแต่เพียงการให้กำลังใจแก่กันและกันเท่านั้น




 "ธัมเมกขสถูป" ที่แสดงปฐมเทศนา 

ท่านทั้งหลาย เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 คณะพวกเราเดินทางไปยัง “ธัมเมกขสถูป” ที่อยู่ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 และเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร" อันเป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก จนเกิดมีพระสังฆรัตนะเป็นครั้งแรก และบังเกิดเป็นพระรัตนตรัยครบทั้งสามองค์ สารนาถในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมฤๅษี เป็นสถานที่สงบ และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤๅษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์) ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ มาบำเพ็ญตบะที่นี่  สารนาถหลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ 300 กว่าปี ต่อมา หลังพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กลุ่มสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอื่นๆ แก่ปัญจวัคคีย์ และหมู่คันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้รับการบูรณะและก่อสร้างศาสนสถานเพิ่มเติมครั้งใหญ่ เพื่อถวายเป็นอนุสรณียสถานแก่พระพุทธเจ้า และกลุ่มพุทธสถานเหล่านี้ ได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์คุปตะ











 "อัศจรรย์" เมื่อครั้งแสดงปฐมเทศนา 

ท่านทั้งหลาย หลังจากหลวงพ่อและชาวคณะพักภาวนาอยู่ที่วัดไทยสารนาถแล้ว ตอนเช้า หลังจากพวกเราได้เข้าไปชมบริเวณธัมเมกขสถูป ที่อยู่ห่างจากวัดไทยสารนาถไม่กี่ร้อยเมตร หลวงพ่อเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่ท่านรู้เห็นย้อนไปในอดีตเกี่ยวสถานที่แห่งนี้ พอสรุปได้ว่า 

  “เมื่อตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อมาโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อมาถึงแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงประทับพักผ่อนอิริยาบทอยู่ชายป่า ซึ่งเป็นบริเวณที่สร้าง "เจาคันธีสถูป" ในปัจจุบัน  ป่าในสมัยนั้น มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก มีพืชพันธุ์นานาชนิด สัตว์ป่าก็มีมาก อากาศก็ร่มรื่น ธรรมชาติก็สวยงาม ทั่วบริเวณป่ามีกุฏิของเหล่าฤาษีจำนวนมากกระจัดกระจายกันไป มีฤาษีและนักพรตจำนวนมาก แต่ผู้ที่เป็นใหญ่และเป็นเจ้าแห่งฤาษีคือ พระโกณฑัญญะ เพราะมีอาวุโสและมีอภิญญามาก  เมื่อพระพุทธองค์ทรงสรงน้ำและได้นั่งพักผ่อนแล้ว ในคราวนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงสำแดงรัศมีสว่างไสวไปไกล จนบรรดาฤาษีที่อยู่ในป่านั้นแลเห็น จึงพากันเข้ามาดู เมื่อทราบว่าเป็นพระพุทธองค์ จึงกลับไปรายงานให้พระโกณฑัญญะทราบ แม้พระโกณฑัญญะจะได้กล่าวกับพระปัญจวัคคีย์ว่า จะไม่ต้อนรับพระพุทธองค์ก็ตาม แต่เมื่อไปถึงแล้ว เห็นความสง่างามและรัศมีที่สว่างไสว ไม่มีผู้ใดจะไม่ก้มลงไปกราบเป็นไม่มี เพราะบารมีของพระพุทธองค์ หลังจากนั้น ปัญจวัคคีย์จึงได้นิมนต์พระพุทธองค์เสด็จไปยังที่อยู่ของเขา และต่อมาพระพุทธองค์ก็ได้แสดง "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร" เป็นปฐมเทศนาครั้งแรก ณ บริเวณ “ธัมเมกขสถูป” จนพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นบุคคลแรก” 




  ธรรมสรุป 

ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวในนิทานธรรมฉบับพิสดาร จบลงทุกตอนแล้ว หากมีสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ผู้เขียนก็ขออนุโมทนา แต่หากมีสิ่งใดไม่มีค่าควรแก่การจดจำ ก็ขอให้อ่านผ่านๆไป ถือเสียว่า เป็นแต่นิทานธรรมที่มีไว้อ่านเล่นเพลิดเพลินกันเท่านั้น ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ สุดท้าย ผู้เขียนในนามศิษย์วัดโคกปราสาท ขอกล่าวคำขอบคุณแทนทุกท่าน ขอขอบคุณและอนุโมทนาในมหากุศลทั้ง นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ และ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร ที่ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแก่หลวงพ่อและผู้ติดตาม และขออนุโมทนากับคณะผู้ร่วมติดตามทุกท่าน พระมหาสุพรรณผู้ประสานการจัดทัวร์ และวัดไทยทุกแห่ง ที่อำนวยความสะดวกเรื่องที่พักและอาหารทุกประการ และขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน จงมีความสุขความเจริญ แลสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
25 พฤศจิกายน 2558

4 ความคิดเห็น:

  1. ได้ความรู้มากเลยทีเดียวครับ ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณมากเลยครับ ได้ความรู้มากมายเลยทีเดียว

    ตอบลบ
  3. ดีมากเลยครับ ดวงตาเห็นธรรมเลยครับ

    ตอบลบ