หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

(027) การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง วัดเกศไชโย วัดบางขุนพรหม พระผงใบลาน และพระชุดวัง มาตรฐานสากล



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
(สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นผู้ที่อ้างอิงตามหลักวิชาการเท่านั้น)
0857678008, dr.natdhnond@gmail.com


ประกาศ
บัดนี้ ผมเป็นนักภาวนาเต็มตัวแล้ว และได้ละวางพระเครื่องและวัตถุมงคลทั้งหมดแล้ว ยังเหลือแต่ความทรงจำและข้อความ รวมทั้งภาพที่เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่ของเว็บไซต์นี้ เพื่อประโยชน์และเป็นวิทยาทานแก่ผู้ยังหลงใหลในพระเครื่องเท่านั้น ฉะนั้น ผมจึงไม่ขอพิจารณาพระเครื่องและวัตถุมงคลใดๆให้แก่ผู้ใด ด้วยเหตุแห่งความตั้งใจมั่น เพื่อการเจริญภาวนา และหากยังมีการพิจารณาพระเครื่องอยู่ อาจทำให้เกิดความผิดพลาด จนกลายเป็นมุสา นั่นจะทำให้เกิดกรรมตามมาทั้งสองฝ่าย และโดยเฉพาะหากเป็นการรบกวนความสงบของนักภาวนา แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่กรรมจะบังเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นอย่างแน่นอน

ส่วนพระเครื่องที่ผมมีอยู่ ผมยินดีจะแบ่งปันออกไปให้เช่าบูชา เพื่อจะนำรายได้บางส่วนไปสร้างบุญกุศลต่อไป เป็นการเอาสมมุติแลกกับสมมุติ (พระแลกเงิน) เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวมต่อไป จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
7 พฤศจิกายน 2556


พระของครอบครัว "สิปปภากุล"
เป็นแต่เพียงวัตถุที่แสดงบุญบารมีเท่านั้น

หมายเหตุ ผมมิมีเจตนา ให้ผู้ปฏิบัติธรรมลุ่มหลงในวัตถุมงคลทั้งหลาย หากปรารถนาความหลุดพ้นในภพนี้ ขอจงละวางพระเครื่องแลวัตถุมงคลทั้งหลาย ไว้เบื้องหลังเสียเถิด ส่วนผู้ที่ยังต้องสร้างสมบุญบารมีอีกนาน ก็ขอให้ศึกษาไว้ เพื่อจะได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม แลพระสงฆ์ เพื่อเป็นสิ่งโน้มนำจิตใจ ไปสู่การทำคุณงามความดีต่อไป ดังคำของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ว่าไว้ดังนี้

"วัตถุมงคล" ถ้ากรรมมาตัดรอนแล้ว ป้องกันไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งไหน จะไปต้านทานอำนาจกรรมนั้นไม่มี แต่ถ้าผู้นั้น รู้ความหมายในวัตถุนั้นๆ ว่า เขาสร้างขึ้นมา ส่วนมากเขาใช้สัญลักษณ์ ของผู้ที่ทำแต่ความดี

การมีวัตถุมงคลไว้ติดตัว ...ก็มีไว้เป็น "เครื่องเตือนสติ-ปัญญา" ของตน ไม่ให้ประมาทในการกระทำของตน ต้องทำแต่ความดีเสมอ เรามีของดีอยู่กับตัว ก็ต้องทำแต่ความดี ... อย่างนี้แล้ว ก็นับว่า ผู้นั้นได้รับประโยชน์จากวัตถุมงคลนั้นๆ

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)



...............................................
พระสมเด็จวัดระฆัง
มรดกโลก มรดกธรรม
......................................................

ท่านทั้งหลาย พระสมเด็จวัดระฆัง ที่สร้างและอธิษฐานจิต โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น ณ ปัจจุบันนี้ นับเป็นสิ่งอัศจรรย์และหายาก พระสมเด็จวัดระฆังนั้น ว่ากันว่า มีหลากหลายพิมพ์ หลากหลายเนื้อ หลากหลายวาระ และผู้คนที่ศรัทธา หรือผู้คนในวงการและนอกวงการ ก็ต่างหลากหลายทัศนะ นานาจิตตัง หาข้อสรุป หาข้อคิดเห็น หาความจริง หาความเท็จได้ยาก จึงนับว่าเป็นปริศนาที่ต้องเรียนรู้กันไปไม่รู้จบ อย่างไรก็ตาม แม้พระสมเด็จวัดระฆัง จะมีอายุในการสร้างน้อยที่สุดในพระชุดเบญจภาคี แต่ความนิยมและการสมมุติราคากันทางโลกนั้น สูงมาก แต่หากในทางธรรมถือว่า เสมอเหมือนกันทุกองค์ จึงแล้วแต่ใครจะว่ากันอย่างไร 

ผู้เขียนเคยได้ยินเซียนพระท่านหนึ่ง กล่าวอย่างสบประมาทและเย้ยหยัน เมื่อได้ยินผู้เขียนถามหาพระสมเด็จวัดระฆังจากชายผู้หนึ่งว่า "ไม่มีพระสมเด็จแท้ตกมาอยู่ที่นี่หรอก ตายไปแล้ว กลับมาเกิดใหม่ก็ยังหาไม่มีเลย" ผมได้ยินก็ได้แต่ยิ้มๆ "เออ.คงเป็นเหมือนดั่งที่เขาว่ากระมัง" การที่พวกเรามักได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น อยู่บ่อยครั้ง อาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น เขาอาจมีความเชื่อตามเซียนใหญ่ที่กล่าวอ้างในทีวีว่า "มีพระสมเด็จแท้เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองไทย ราว 70-80 องค์เท่านั้น" หรือไม่ก็เชื่อว่า พระราคาเป็นล้านๆ จะมีมากได้อย่างไร แล้วใครเขาจะปล่อยพระสมเด็จออกมาให้ใครเช่าบูชาได้ง่ายๆ เป็นไปไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ หรือเรื่องของคนดีมีบุญก็ไม่เชื่อ เรื่องปาฏิหาริย์ก็ไม่เชื่อ  เชื่อแต่ว่าผู้มีเงิน มีอิทธิพลเท่านั้น จึงจะมีพระสมเด็จแท้ได้ นอกนั้น เป็นพระปลอมทั้งหมด การที่เขากล่าวออกมาเช่นนั้น อาจเป็นด้วยความคิดของเขา ที่คงจมปรักอยู่กับเซียนตำรา หรือมาเฟียพระที่สร้างวาทกรรมไว้ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนจำนวนมาก ต่างก็เชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ที่มีอยู่ในพระสมเด็จ จึงได้พยายามเสาะแสวงหาว่า สักวันหนึ่งคงได้รับพระดีมีค่าราคาสูงมาครอบครองสักองค์ แต่พอได้รับมาแล้ว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งจากผู้ที่มิใช่เซียนและเซียนสำนักต่างๆ อาจมีทั้งบอกว่าแท้และไม่แท้ เมื่อนำไปให้เซียนใหญ่ดู ก็ต้องผิดหวัง เพราะถูกปฏิเสธว่า ไม่ถึงยุค ผิดพิมพ์ ผิดเนื้อสารพัน ทั้งๆที่เซียนเขาดูพระทั้งกล่องที่มีพระหลายสิบองค์เพียงไม่กี่ "วินาที" เพียงพลิกๆกล่องดู ยังไม่ทันได้ส่องพระ ก็สรุปว่าปลอมทั้งหมด นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาสร้างวาทกรรมว่า มีพระสมเด็จแท้อยู่แค่นั้นแค่นี้องค์ และอีกประการ เซียนเขาอาจไม่เชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ จึงอาจสบประมาทต่อเจ้าพระคุณสมเด็จโต โดยบอกว่า พระแท้นั้นมีอยู่น้อย มีแต่พระของเซียน ผู้มีเงิน หรือผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น ที่แท้ นอกนั้นปลอมหมด ถ้าอยากได้พระแท้ ต้องหาบูชาจากพระของพวกเขาเท่านั้น แล้วท่านทั้งหลาย ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่หรือไม่ 

ความจริงแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ท่านสร้างพระสมเด็จไว้ ก็เพื่อเป็นการเทิดทูนและสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวตลอดไป จึงนับว่า "เป็นมรดกทางธรรม" และอีกประการ พระสมเด็จของท่าน ได้กลายมาเป็น "มรดกทางโลก" เป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาก และยังเป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เฉกเช่นทรัพย์มรดกอื่นๆ อีกทั้งยังถือเป็นมรดกทางด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของโลกอีกด้วย เพราะว่าพระสมเด็จของท่าน ได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้วนั่นเอง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้ทำหน้าที่สนองคุณอันประเสริฐของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตามสติปัญญาและบุญวาสนาที่มีอยู่ อาจถูกใจและไม่ถูกใจบรรดาท่านทั้งหลาย ก็ต้องขออภัย เพราะเราเกิดไม่ทันเจ้าพระคุณท่าน แต่ในเมื่อมีพระสมเด็จวัดระฆัง ที่ผู้มีบุญและมีญาณในตรวจสอบแล้วว่า เป็นพระแท้ ผมจึงนำท่านออกมาเผยแพร่ตามภูมิที่มีอยู่ ก็นับเป็นความกตัญญูต่อเจ้าพระคุณสมเด็จโตอย่างที่สุด ส่วนใครจะมีความคิดเห็นเป็นเช่นไร ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณากัน เพราะบางอย่างยังเกินวิสัยของผู้เขียนที่จะรับรองได้ จึงควรพิจารณากันเอาเอง



พระสมเด็จวัดระฆัง ชุดของนักภาวนา
บางองค์ได้มาตามนิมิตและสื่อสัมผัสพิเศษ
บางองค์นักภาวนาผู้มีญาณในได้ตรวจสอบแล้ว
(เป็นปัจจัตตัง มิควรนำไปอ้างอิงทางโลก)
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"
อาจแบ่งปันตามเหตุอันควร 0857678008, dr.natdhnond@gmail.com




องค์ที่ 1  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อแก่ข้าวสุกและน้ำมันผสม แกร่งหนึกนุ่ม
พระถูกล้างและถูกใช้จนสึก ทำให้เห็นเม็ดมวลสารขนาดกลางกระจายอยู่ทั่วองค์พระ ทำให้เห็นเม็ดมวลสารชัดเจน เนื้อในแกร่งหนึกนุ่ม เพราะแก่น้ำมันผสม
(พระองค์นี้ผ่านการตรวจเช็คจากผู้เชี่ยวชาญที่กรุงเทพฯแล้ว)  
ประมูลราคา หลักแสน ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป





องค์ที่ 2 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม 
เนื้อขาวนวล แบบมาตรฐาน ผ่านการลงรักดำ 
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) แม้พระจะผ่านการล้างเอารักดำออก จึงทำให้ผิวหน้าสึกไปมาก แต่ก็ยังปรากฏมีคราบแป้งแคลเซียมบางๆคลุมผิวหน้าพระอยู่ เนื้อเป็นแบบแก่ข้าวสุกและแก่น้ำมันผสม และที่สำคัญ เพราะพระผ่านการลงรักดำ จึงทำให้เนื้อพระนั้นหนึกนุ่ม ส่วนเม็ดมวลสารผสมค่อนข้างหยาบจึงเห็นชัดเจนมาก  
ส่วนด้านหลัง เป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏเม็ดมวลสารชัดเจน มีรูเข็ม รอยยุบย่น และเป็นหลุม แม้พระจะผ่านการล้างและการใช้ แต่ก็มีความสวยงาม และเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของพระสมเด็จวัดระฆังทุกประการ สมมุติราคามีค่าขึ้นกับบุญวาสนาของผู้นั้น

ประมูลราคา หลักล้าน ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป





องค์ที่ 3 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม 
เนื้อแก่ข้าวสุกผสมว่าน เม็ดมวลสารละเอียดปานกลาง มีคราบน้ำตาล สันนิษฐานว่า เกิดจากการลงรักน้ำเกลี้ยง หรือน้ำว่านผุดขึ้นมาเหนือผิวองค์พระ สภาพสวยงาม แกร่งหนึกนุ่ม

ประมูลราคา ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป






องค์ที่ 4 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ 
เนื้อแก่ผงหนึกนุ่ม มวลสารค่อนข้างหยาบ แบบมาตรฐาน 
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) ค่อนข้างสึก เนื้อผงหนึกนุ่มคล้ายเนื้อมันแกว มีก้อนมวลสารขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็น  ด้านหลัง ผิวขรุขระสึกกร่อน ทำให้เห็นเม็ดสวลสารได้ชัดเจน เนื้อจึงค่อนข้างหยาบ จึงเป็นแบบฉบับของพระสมเด็จวัดระฆังทุกประการ

ประมูลราคา หลักแสน ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป





องค์ที่ 5  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อแก่ปูนผสมผง แกร่งหนึกนุ่ม ผ่านการลงรักดำ 
ผู้มีญาณในหลายท่านตรวจสอบแล้ว พลังสูงไร้ขีดจำกัด 
สมบัติของ คุณจินตนา บัวคำ (พำนักที่ประเทศสเปน)





องค์ที่ 6  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
เนื้อน้ำตาลแบบมาตรฐาน แก่ผง 
ผู้มีญาณในหลายท่านตรวจสอบแล้ว พลังสูงไร้ขีดจำกัด  
ผิวหน้า (surface) แห้งจัด เม็ดสารละเอียดเท่าปลายเข็ม มีรอยยุบย่น เหมือนผิวตกกระ ด้านหน้า มีคราบแป้งแคลเซียมนวลเล็กน้อย ด้านหลัง มีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ สมมุติราคามีค่าขึ้นกับบุญวาสนาของผู้นั้น





องค์ที่ 7 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อเขียวก้านมะลิ แก่ปูน
ผู้มีญาณในตรวจสอบแล้ว พลังสูงมาก
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) แห้งจัด เม็ดสารส่วนใหญ่ละเอียดเท่าปลายเข็ม มีมวลสารขนาดใหญ่บางส่วน จึงทำให้มีรอยยุบย่น  ด้านหลัง เป็นคลื่นแบบกระดาน มีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ
ประเมินค่าในทางธรรม มีค่าขึ้นกับบุญวาสนาของผู้นั้น





องค์ที่ 8 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่พระประธาน
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) เนื้อละเอียดและแห้งจัด มีคราบน้ำมันผสม มีคราบแป้งแคลเซียมผุดบนผิวหน้าอย่างชัดเจน  ด้านหลัง เป็นแบบเรียบ มีเม็ดมวลสารละเอียด และมีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ
ประเมินค่าในทางธรรม มีค่าขึ้นกับบุญวาสนาของผู้นั้น





องค์ที่ 9 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
พระในการครอบครองของเสือเยื้อน สหายเสือใบและเสือดำ
ได้รับมาจาก อ.นิรันดร โทนุบล (ทายาทของเสือเยื้อน)
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) เนื้อปูนผสมผงแกร่งและแห้งจัด มีคราบน้ำมันผสม หรือคราบว่านออกสีน้ำตาลดำผุดเคลือบอยู่บนผิวหน้า   ด้านหลัง เป็นแบบเรียบ ปรากฏเม็ดสวรขนาดใหญ่จึงทำให้มีรอยยุบย่น มีรากผักชี และมีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ

พระโชว์ ของครอบครัว สิปปภากุล 



อัศจรรย์พลังรัศมีรังสีสายรุ้ง 
ในพระสมเด็จวัดระฆัง
"องค์มหาบารมี"
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2555
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล



เมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ผู้เขียนได้พบและพูดคุยกันกับบุรุษผู้หนึ่ง(ผู้มีตาทิพย์) เราได้พูดคุยกันหลายเรื่อง และหนึ่งในหัวข้อที่สนทนากันก็คือ การตรวจสอบพลังออร่า หรือพลังรัศมีรังสีจากพระเครื่องต่างๆ ผู้เขียนเองพึ่งได้อัญเชิญพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ A นิยม เนื้อผงผสมปูนที่แห้งจัด แตกลายราน มีร่องรอยการลงรักน้ำเกลี้ยง มีแผ่นผงทองคำผสมอยู่ในเนื้อพระมากเป็นพิเศษ มีสภาพธรรมชาติที่ดูง่ายมากที่สุดองค์หนึ่ง และมีสภาพพิมพ์ทรงและเนื้อหามวลสารเป็นแบบสากลนิยม ผู้เขียนจึงถวายพระนามว่า "องค์มหาบารมี" เพื่อให้สมพระเกียรติทั้งองค์ผู้สร้าง และความสง่างามขององค์พระ

อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้เขียนได้รับมา จึงได้พิจารณาตามประสบการณ์ด้วยตาเนื้อคือ ส่องด้วยกล้อง 10X เพื่อตรวจสอบทางด้านกายภาพ (Physical) รวมทั้งได้ตรวจสอบพลานุภาพและอธิษฐานจิตจากภายใน (Mind) จึงมั่นใจว่า เป็นพระแท้แน่นอน แต่เพื่อการตรวจสอบและยืนยันอีกมิติหนึ่งก็คือ การตรวจสอบพลังออร่าหรือรัศมีรังสีขององค์พระ จากผู้ที่มีญาณในด้วยตาทิพย์ ดังนั้น ผู้เขียนจึงมอบให้บุรุษผู้มีตาทิพย์ผู้หนึ่ง ช่วยตรวจสอบให้อีกครั้ง ปรากฏว่า ขณะที่บุรุษผู้นั้นกำพระสมเด็จวัดระฆัง พร้อมกับอธิษฐานจิตและกำหนดจิตตามวิถีของเขา ปรากฏว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เสด็จลงมาจากเบื้องบนมีรัศมีสีทองสว่างไสว สักครู่ปรากฏมีแสงสายรุ้งพุ่งจากสมเด็จโต ไปยังพระสมเด็จวัดระฆังที่อยู่ในมือของเขา มีรัศมีสายรุ้งล้อมรอบองค์พระสมเด็จระยิบระยับ อย่างน่าอัศจรรย์ บุรุษผู้นั้นถึงกับหมดแรงด้วยพลานุภาพขององค์พระ (เป็นปัจจัตตัง โปรดใช้วิจารณญาณ)





องค์ที่ 10  พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่นิยม 
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล" 



พระสมเด็จวัดระฆัง 
ชุดมาตรฐานสากล



องค์ที่ 1 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม 
เนื้อเหลืองนวล แบบมาตรฐาน เนื้อแกร่งหนึกนุ่ม 
บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข 
อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)





องค์ที่ 2 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม 
เนื้อเหลืองน้ำตาลนวล แบบมาตรฐาน แก่ปูน 
บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข 
อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) 



พระสมเด็จวัดเกศไชโย
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"
เปิดให้บูชา ราคาตามวาระบุญ
0857678008,  dr.natdhnond@gmail.com





องค์ที่ 1 พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์เจ็ดชั้นนิยม
เนื้อมาตรฐานแบบวัดระฆัง แกร่งหนึกนุ่ม
ประมูลราคา หลักแสน 
ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป



พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม




องค์ที่ 1 พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่
ประมูลราคา หลักแสน 
ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป




องค์ที่ 2 พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์
ประมูลราคา หลักแสน 
ให้เสนอตัวเลขราคาตามศรัทธา
รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างกุศลต่อไป



............................................................
พระสมเด็จวัดระฆัง
เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญ
.............................................................

งค์ที่ 1 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ 
เนื้อผงผสมปูน แห้งจัดและหนึกนุ่ม
พระสมเด็จองค์นี้ เป็นพิมพ์ใหญ่นิยมแบบหลวงวิจารณ์ ด้านหน้าเนื้อแห้งจัด มีเม็ดมวลสารครบ ส่วนด้านหลังเนื้อหนึกนุ่ม ปรากฏมีมวลสารสีเขียวคล้ายมรกตขนาดไม่ใหญ่มากนัก และมีจำนวนไม่มาก (หากมากมักจะเป็นพระปลอม) เป็นมวลสารที่ยืนยันเป็นพระสมเด็จแท้อีกประการหนึ่ง พระองค์นี้ผ่านการตรวจเช็คจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งแบบตาเนื้อและแบบตาในแล้ว



บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ


องค์ที่ 2  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่นิยม



บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ


องค์ที่ 3  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่นิยม



บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ



องค์ที่ 4  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่



บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ คุณพเยาว์ ทรงทับทิม (ปทุมธานี) เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ



องค์ที่ 5  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์



บัดนี้ พระองค์นี้เสด็จไปอยู่กับ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร รพ.บีเอ็นเอช กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว




องค์ที่ 6 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม 

องค์นี้ เป็นพระประเภทเนื้อผงผสมปูน แกร่งหนึกนุ่ม เนื้อเหลืองคล้ายเนื้อข้าวสุกและกล้วยสุก มีคราบผิวเก่าและแห้งจัด มีเนื้อและมวลสารละเอียด มีรอยยุบย่น หลังปริแยกเป็นหลุม จึงเป็นธรรมชาติที่ดูง่ายและสวยงามมากอีกองค์หนึ่ง

อจินไตย... ในส่วนพลานุภาพนั้น เมื่อขอสัมผัสพลังปรากฏมีคลื่นพลังแผ่เข้ามามหาศาล รวมทั้งได้ตรวจสอบจากผู้มีญาณในแล้วพบว่า เป็นพระสมเด็จวัดระฆังที่เจ้าพระคุณสมเด็จโต ท่านอธิษฐานจิตในช่วงปลายชีวิตของท่าน จึงแสดงถึงความเป็นพระแท้อีกองค์หนึ่ง



พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
บัดนี้พระองค์นี้ ได้เสด็จไปอยู่ในความครอบครองของครอบครัวบุญ "สมกิจศิริ" แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ 
ด้วยเรื่องอจินไตยที่ผู้เป็นเจ้าของใหม่รับรู้ด้วยตนเอง จึงเสด็จไปอยู่กับเจ้าของใหม่ "แบบพิเศษ" 
ด้วยบุญที่ครอบครัวนี้ได้ร่วมสร้างกุฏิพระอรหันต์เจ้าด้วยกัน จึงขออนุโมทนาด้วยนะครับ



องค์ที่ 7 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
"องค์ปาฏิหาริย์ น.ต.ณัฐสิทธิ์"

พระสมเด็จองค์นี้ เป็นพระประเภทเนื้อผงผสมปูน แกร่งละเอียดปานกลาง สีออกน้ำตาลครีม มีรอยปริ ยุบ แยก ย่น และเห็นมวลสารชัดเจน พระองค์นี้ถูกล้างทำความสะอาด จึงทำให้เสียผิวเดิมๆไปบ้าง แต่ก็ไม่เสียหายมากนัก และที่สำคัญ พระองค์นี้แสดงปาฏิหาริย์มากมาย และผ่านการตรวจสอบทั้งจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีญาณในแล้ว จึงขอถวายพระนามว่า "องค์ปาฏิหาริย์"



พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
บัดนี้ พระสมเด็จองค์นี้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญแล้ว คือ น.ต.ณัฐสิทธิ์ เกษสวัสดิ์ เรียบร้อยแล้วจึงขออนุโมทนาครับ



องค์ที่ 8 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม

พระสมเด็จองค์นี้ เป็นพระประเภทเนื้อเหลืองมาตรฐาน สวยงามมากแบบขัดใจเซียน ผู้มีตาที่สามจะมองเห็นมวลสาร พระธาตุ อยู่ใต้ผิวพระจำนวนมาก และพระองค์นี้ ผู้มีญาณในเคยบอกว่า เจ้าของที่แท้จริง คือ ผู้หญิง นอกจากนั้น ยังได้รับการตรวจเช็คและรับรองจากผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางแล้วหลายคน พระองค์นี้เป็นประเภทเนื้อละเอียด มันวาวหนึกนุ่ม มีสีวรรณะออกเหลืองครีมแบบมาตรฐาน และมีเม็ดมวลสารละเอียด ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม มีความยุบย่น ปริแยก ผิวขรุขริก มีความบิดโค้งหรือแอ่นบ้างเล็กน้อย มีทั้งความเก่าและความใหม่ภายในตัว ซึ่งเป็นปริศนาของพระสมเด็จแท้




พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม
บัดนี้ พระองค์นี้ได้เสด็จไปอยู่กับเจ้าของตัวจริง ดั่งคำของผู้บำเพ็ญท่านหนึ่งได้บอกไว้ 
เจ้าของใหม่คือ คุณจินตนา (หนิง)



องค์ที่ 9 พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์เจ็ดชั้นนิยม


พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์เจ็ดชั้นนิยม
บัดนี้ พระองค์นี้เสด็จไปอยู่กับ คุณตะวัน ศุภกรวิวรรธน์ แห่งนครปฐมแล้ว



การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง 
"เนื้อผงใบลาน"

          1. การศึกษาตามหลักวิชาการ

         การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างหรืออธิษฐานจิตโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากหนังสือ "ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม พระสมเด็จฯ" นิพนธ์โดย "ตรียัมปวาย"ซึ่งถูกตีพิมพ์มาแล้วหลายครั้ง (ครั้งที่ ปี พ.ศ. 2495 และล่าสุดครั้งที่ ปี พ.ศ. 2515) จึงนับเป็นหนังสือนิพนธ์พระเครื่องฯ ที่เป็นอมตะและเป็นครูให้กับเซียนที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง โดยเฉพาะพระเนื้อผงใบลานสีดำ จากหนังสือเล่มดังกล่าวนั้น ตรียัมปวาย ได้อธิบายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเนื้อพิเศษว่า

         "นอกจากเนื้อมาตรฐานที่เรียกว่า "เนื้อปูนปั้น" ดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้เชื่อว่า พระสมเด็จฯ อาจมีเนื้อชนิดที่สร้างด้วยเนื้อชนิดอื่นๆอีกเช่น

         ก. เนื้อผงใบลานเผา (ดำ) เนื้อชนิดนี้เท่าที่สืบทราบไว้ คือ พระอาจารย์ขวัญ กล่าวว่าได้ทราบจาก พระธรรมถาวร อาจารย์ของท่านว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เคยสร้างพระสมเด็จฯเนื้อชนิดนี้เหมือนกัน แต่มีจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้เพราะเป็นการสิ้นเปลืองผงใบลานเผามาก โดยปรกติแล้วเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะใช้ผงใบลานเผา ซึ่งเกิดจากการเผาแผ่นใบลานที่ท่านได้จารอักขระและสูตรทางพุทธมนต์ เจือผสมกับเนื้อขาวธรรมดาเท่านั้น...

"หนังสือที่ท่านจารคืออักขระเลขยันต์ ทางพุทธาคม พอมากๆเข้าท่านหอบเอาใบลานที่จารเหล่านั้น มากองสุมไฟเสียคราวหนึ่ง แล้วเก็บเอาขี้เถ้าใบลานเผานั้นไว้บดผสมกับสิ่งอื่นๆ สร้างเป็น พระสมเด็จฯดำ ขึ้น และเจือผสมเนื้อขาวสร้างพระสมเด็จฯเนื้อขาว ขึ้นมากมาย แต่สมัยนั้นไม่ใคร่มีใครสนใจพระสมเด็จฯกันนัก เด็กที่มาช่วยตำผง ท่านก็แจกให้คนละองค์"...

         "พระสมเด็จฯ เนื้อผงใบลานเผาสีดำที่ท่านสร้างขึ้นนั้น โยมเล่าว่า พิมพ์ด้วยแม่พิมพ์หินมีดโกน พิมพ์ได้ครั้งละองค์ พิมพ์แล้วท่านก็ตากไว้ในกระด้ง พอแห้งดีแล้วท่านก็เก็บใสย่ามละว้าใหญ่ของท่าน แล้วเอาไว้แจกชาวบ้าน และที่เหลือไม่ทราบว่าท่านเอาไปไว้ที่ไหนหมด"...

          "การพิจารณาอายุของนายต่วน ดาวเรือง ก็เพื่อประสงค์จะสอบสวนอายุของนายทิมว่า ถ้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ. 2496) จะถึง 105 หรือ 106 ปี จริงหรือไม่ผู้ใหญ่สมัยนั้นจะต้องบวชก่อนแล้วจึงมีครอบครัว คือนายทิมจะต้องมีอายุแก่กว่านายต่วนบุตรคนหัวปี อย่างน้อย 20 ปี เพราะฉะนั้น พระสมเด็จฯเนื้อผงใบลานเผา อย่างน้อยที่สุดจะต้องสร้างก่อนปี พ.ศ. 2414 เพราะสร้างตั้งแต่นายทิมยังเป็นศิษย์วัดระฆังฯ จนนายทิมบวชแล้วสึกออกมามีครอบครัว และมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือได้สร้างตอนที่เจ้าพระคุณสมเด็จชราภาพมากแล้ว เพราะนายทิมเล่าว่า ตอนนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีฟันเหลืออยู่ซี่เดียว" (ตรียัมปวาย. 2515: 164-165)

        นอกจากนั้น ตรียัมปวายยังได้อธิบายถึงพระเนื้อพิเศษอีกสองชนิดคือ  เนื้อชานหมากและเนื้อปูนน้ำมันอีกด้วย ดังที่เขาอธิบายว่า "พระอาจารย์ขวัญ กล่าวว่าได้ทราบว่า "เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จฯ เนื้อชานหมากด้วย คู่กับเนื้อผงใบลานเผา ซึ่งเป็นเนื้อที่แตกต่างไปจากเนื้อปูนขาว สำหรับเนื้อชานหมากเป็น พิมพ์ทรงพระประธาน และเนื้อผงใบลานเผาเป็นพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ ซึ่งมี แบบ คือ ชนิดโพธิ์เมล็ด กับโพธิ์ใบ และกล่าวว่าเนื้อพิเศษทั้ง ชนิดนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทูลเกล้าถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง และได้ทรงพระราชทานแจกข้าราชการ ในปี พ.ศ. 2416 ซึ่งเป็นปีที่เรียกกันว่า ปีระกาป่วงใหญ่ ซึ่งหลังจากเจ้าพระคุณสมเด็จฯได้สิ้นแล้วปีหนึ่ง" (ตรียัมปวาย. 2515: 165)

         จากข้อมูลดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า พระสมเด็จเนื้อผงใบลานเผาสีดำ เป็นเนื้อพิเศษที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านสร้างขึ้นมาด้วยวาระพิเศษ เพื่อถวายและแจกจ่ายเป็นกรณีพิเศษ และเก็บบางส่วนไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังตรียัมปวายกล่าวว่า "และที่เหลือไม่ทราบว่าท่านเอาไปไว้ที่ไหนหมด" และพระเนื้อนี้ ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน และสร้างด้วยจำนวนจำกัด อาจมีเพียงหลักร้อยหรือหลักพันองค์ เพราะเท่าที่ผู้เขียนพบในปัจจุบัน มีเพียงหลักร้อยเท่านั้น





พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลาน พิมพ์ปรกเมล็ดโพธิ์ เป็นพิมพ์เหมือนกับที่ตรียัมปวายระบุไว้ในหนังสือ



          นอกจากนั้นยังพบว่า หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต เสนีย์วงศ์) แห่งวัดระฆังฯ กรุงเทพฯ ผู้เป็นลูกศิษย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จโต ได้สร้างพระสมเด็จปิลันทน์ เนื้อผงใบลานดำ ซึ่งทรงสร้างเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธปบาทปิลันทน์ ประมาณปี พ.ศ.2411 พระเครื่องหรือวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม เป็นพระเนื้อผง มีทั้งประเภทลงกรุและไม่ได้ลงกรุ พระสมเด็จปิลันทน์ มีด้วยกันหลายพิมพ์ คือ พิมพ์ซุ้มประตู พิมพ์ครอบแก้วใหญ่ และพิมพ์เล็ก พิมพ์ปฐมเทศนา พิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ปิดตา เป็นต้น ส่วนพุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา จะเด่นทางด้านเมตตามหานิยม ดังนั้น พระผงใบลานของท่าน จึงมีลักษณะเหมือนกัน หรือคล้ายกันกับพระเนื้อผงใบลานดำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่สร้างในยุคเดียวกันคือ ปี พ.ศ.2411



          2. การค้นพบพระสมเด็จเนื้อผงใบลานเผา

          การค้นพบพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เขียนยังอยู่ในวงการพระเครื่อง ได้เจอกับผู้เชี่ยวชาญด้านพระเครื่องของเมืองไทยหลายคน จนมีโอกาสได้ไปร่วมบรรยายให้กับสมาชิกหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมกับได้เริ่มปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็ได้พบกับสตรีท่านหนึ่ง เธอเป็นผู้มีตาทิพย์มาตั้งแต่วัยเด็ก  จนกระทั่งเธอได้เข้ามาสู่วงการพระเครื่อง และเริ่มสัมผัสทางในได้อีกครั้ง ต่อมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบางอย่างได้สื่อสารทางจิตกับเธอ โดยให้เธอเดินทางไปยังอำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี  เพื่อไปรับพระเครื่องชุดหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่ได้รู้จักใคร พระที่ได้รับมาก็คือ พระชุดเนื้อผงใบลานเผาสีดำ และยังมีพระผงเนื้อสีเขียวชนิดปรกเมล็ดโพธิ์ เหมือนกับรัชกาลที่ 5 นำมาแจกประชาชนในปี 2416 (ปีระกาป่วงใหญ่) อีกด้วย จากผู้เฒ่าท่านหนึ่ง ซึ่งมีอายุมากกว่า 80 ปี หลังจากนั้น ผู้เฒ่าท่านนี้ก็เสียชีวิตลง

          บุพกรรมของผู้เฒ่ารายนี้ก็คือ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยเป็นหนุ่ม ท่านเคยไปบวชที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วนำเอาพระชุดดังกล่าวออกมาจากวัดแห่งหนึ่ง ที่อยู่ติดท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ไม่ขอเปิดเผย) กลับมาไว้ที่บ้านเกิดจังหวัดสิงห์บุรี โดยนำมาบรรจุใส่ไหเก็บไว้ภายในบ้าน แต่มีเหตุทำให้เกิดอาเภท ครอบครัวเดือดร้อนวุ่นวาย ท่านจึงไปสร้างเจดีย์ไว้ที่วัดใกล้บ้าน พร้อมกับนำพระชุดดังกล่าวไปบรรจุไว้ในเจดีย์นั้น แต่แล้วมีเหตุให้เจดีย์ที่สร้างไว้พังเสียหาย ท่านจึงไปนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน แต่เหตุอาเภทก็ยังเล่นงานครอบครัวหนักมากขึ้นไปอีก จนทำให้ท่านเป็นอัมพาต ลูกหลานก็เดือดร้อน พอสตรีท่านนี้ไปถึง พวกเขาถึงกับยอมยกให้ทั้งหมด หลังจากนั้น ผู้เฒ่าก็เสียชีวิตลง


          ต่อมา พระเนื้อผงใบลานชุดนี้ จึงถูกนำมาแจกจ่ายกับญาติธรรมไปจำนวนหนึ่ง เสียงร่ำลือถึงพลานุภาพอันแสนหนักหน่วง คนแล้วคนเล่า ที่ได้สัมผัสองค์พระ ถึงกับขนลุกขนชัน บ้างก็หายใจไม่ออก หัวใจเต้นตุ๊บตั๊บ บ้างก็หนักหัว หนักไหล่ บางคนถึงกับหงายหลังก็มี บางคนปรับธาตุขันธ์ได้ ก็มีแต่ความสงบร่มเย็น ใครเห็น ใครได้ยิน ก็อยากจะได้ รวมทั้งมิสเตอร์เบิร์ด ชาวสิงคโปร์ผู้เป็นเชื้อสายเจ้าคนไทย ที่อพยพไปหลบภัยที่สิงคโปร์ ตั้งแต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ก็มาอัญเชิญกลับไปสิงคโปร์นับสิบองค์ มิสเตอร์เบิร์ดผู้นี้ มากับมิสเตอร์ริชาร์ด หว่อง ซึ่งทั้งสองคนนี้ เคยพบกับผู้เขียนแล้วหลายครั้ง และมิสเตอร์เบิร์ดผู้นี้ สามารถสัมผัสพลังลึกลับได้ (โปรดใช้วิจารณญาณ เพราะยังเกินวิสัยของผู้เขียนที่จะรับรองได้ จึงมิควรนำไปอ้างอิง)



         3. การศึกษาทางกายภาพ (Physical)


         ความจริงแล้ว พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ มีหลากพิมพ์ มิใช่มีแค่พิมพ์ปรกโพธิ์ดังที่ตรียัมปวายระบุไว้ ซึ่งจากการค้นพบหลักฐานใหม่ดังข้างต้น พบว่ามีหลายพิมพ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นพิมพ์นิยมทั้งสิ้น อาจมีบางพิมพ์ที่วงการไม่คุ้นเคย แต่โดยรวมเป็นพระที่สร้างขึ้นโดยช่างหลวง จึงมีความปราณีตและสวยงามมาก ส่วนเนื้อมวลสารหลักก็คือ ผงใบลานเผา ผสมกับเนื้อปูนปั้นบ้างเล็กน้อย จึงปรากฏฝ้าฝุ่นปูนขาวเกาะผิวหน้าองค์พระ คล้ายแป้งแคลเซียม หรือไขขาวเกาะแน่น นอกจากนั้น ยังมีเนื้อข้าวสุกและมวลสารอื่นๆ แต่เห็นไม่ชัดเจน และไม่สามารถระบุได้ บางองค์เห็นเศษแผ่นคล้ายเงินแวววาว แต่ที่แน่นอนคือ มีผงเหล็กไหลเป็นส่วนผสมจำนวนมาก และพระดูดติดกับแม่เหล็กอย่างชัดเจน



ลักษณะทั่วไปในพระสมเด็จวัดระฆังเนื้อดำผงใบลาน


          พระเนื้อผงใบลานเผาจะมีสองเนื้อคือ สีออกดำ จะมีเนื้อหยาบกว่า และสีออกเทาจะมีเนื้อละเอียดกว่า หากมองด้วยตาเปล่าหรือกล้องส่อง จะเห็นผิวพระแห้งจัด มีความขรุขระ ยุบย่น มีการบิดโค้งเล็กน้อย มีคราบน้ำปูน คราบคล้ายไขขาวเป็นแป้ง ดูเป็นธรรมชาติและมีความเก่าอย่างชัดเจน พระบางองค์จะมีคราบไขเกาะเป็นก้อนเหนียวมาก แกะออกยาก โดยเฉพาะพระองค์ที่มีเนื้อออกสีเทา ส่วนพระเป็นสีดำมักจะมีคราบแป้งฝุ่นสีขาวเกาะผิว แต่เช็ดออกได้


          4. การศึกษาแบบอจินไตย (Mind)

          พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อผงใบลานนี้ นอกจากผู้ที่มีญาณสามารถสัมผัสพลังพลานุภาพได้มากมาย คนแล้วคนเล่าแล้ว สตรีผู้ไปอัญเชิญท่านมา ยังสามารถสัมผัสได้ว่า เธอเห็นภาพเจ้าพระคุณสมเด็จโต กำลังนั่งเผาใบลานด้วยตัวท่านเอง รวมทั้งเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งมีรูปร่างท้วมผิวขาวหน้าตาดี วัยไม่เกินหกสิบกำลังช่วยท่าน ส่วนพิธีอธิษฐานจิตนั้น เธอเห็นเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) และองค์อภิญญาอีกหลายองค์ นั่งร่วมอธิษฐานจิตด้วย นอกจากนั้น ผู้เขียนได้มอบหมายให้บุรุษผู้มีตาทิพย์ ช่วยตรวจสอบภายในให้ด้วย ปรากฏว่า เขาเห็นรัศมี เป็นรังสีสีทองสว่างไสวรอบองค์พระ แผ่รังสีออกไปในจักรวาล จนไร้ขอบเขต มีพลังมหาศาลแบบครอบจักรวาล พลานุภาพเด่นทุกทาง (โปรดใช้วิจารณญาณ)

          และอีกหลายท่าน อธิษฐานจิตขอทราบปีที่สร้าง ปรากฏว่า สร้างในวาระปี 2411 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ จึงนับเป็นพิธีใหญ่มาก และอาจมีองค์อภิญญาในยุคนั้นอีกหลายองค์ ร่วมอธิษฐานจิตด้วย ซึ่งแล้วแต่ใครจะตรวจสอบเจออะไรบ้าง อันนี้ พึงใช้วิจารณญาณ เพราะยังเกินวิสัยของผู้เขียน


          5. บทสรุป

          ท่านทั้งหลาย การค้นพบพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานสีดำชุดนี้ เป็นแต่เพียงสมมุติฐานจากสิ่งที่มีอยู่ และประเมินผลจากการศึกษาทั้งจากตำรา และทั้งจากญาณในของบุคคลพิเศษ ดังนั้น ผู้เขียนจึงยังไม่ขอสรุปว่า เป็นความจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ความจริงแท้จะเป็นเช่นไร แม้ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ชั่ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ชั่ง พระจะอยู่ในที่ลับ หรืออยู่กับบุคคลใดก็ชั่ง จะถูกสรรเสริญ หรือถูกเหยียดหยันก็ชั่ง ความจริงแท้ของสิ่งเหล่านั้น ก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ก็ยังเป็นวัตถุอยู่กลางๆอย่างนั้น วัตถุนี้ก็ไม่เจ็บร้อน หรือยินดียินร้ายในคำพูด หรือในความเชื่อ ไม่เชื่อ หรือในความศรัทธา ไม่ศรัทธาของใคร วัตถุนั้น ก็ยังนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น 

          ดังนั้น ผู้เขียนมีหน้าที่นำท่านออกมาเปิดเผย ก็ขอให้ท่านโปรดใช้วิจารณญาณด้วยตัวของท่านเองเถิด และลองใคร่ควรพิจารณาให้ดีว่า "วัตถุเหล่านี้" สร้างความสุขหรือความทุกข์ให้ท่าน หากเห็นว่า "สร้างความทุกข์" ให้ท่านมากกว่า ก็จงปล่อยวางเสียเถิด แล้วให้หันมาภาวนาตามทางตรงของพระบรมศาสดา โดยไม่ต้องยึดอาศัยวัตถุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ให้พิจารณาที่ใจ ละวางที่ใจ ให้ธรรมรักษาใจ เมื่อนั้น "ความสุข" ที่แท้จริง ก็จักปรากฏขึ้นแก่ท่านเอง ขอจงพิจารณา  


          หมายเหตุ พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ เป็นคนละชุดกันกับพระชุดวังหน้าสีดำ อย่าได้จำสับสนกันนะครับ พระชุดนี้ประเมินค่าสูง เพราะหายากกว่าเนื้ออื่นๆ สำหรับผูเขียนถือว่า พระเนื้อผงใบลานเป็นที่สุดของพระสมเด็จวัดระฆัง เพราะมีพลังแบบไร้ขีดจำกัด และเป็น "จักรพรรดิออฟจักรพรรดิ" (จักรพรรดิเหนือจักรพรรดิ) สามารถจะรอพิสูจน์พลังได้ทุกกาล 

          อย่างไรก็ตาม แม้ใครจะมีพระสมเด็จเป็นหมื่นองค์ แต่หากยังไม่มีเนื้อ ผงใบลานดำ สักองค์ ผู้เขียนถือว่า ท่านยัง ไม่บริบูรณ์ ทุกประการ



พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงใบลาน สีออกเทา เนื้อละเอียด



พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ เนื้อผงใบลาน



พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เส้นด้ายใหญ่ เนื้อผงใบลาน








คราบไขขาวเป็นฝุ่นผงเหนียวจากกรุ






บทสรุป


          การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง ที่อธิษฐานจิตโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ถูกต้องแม่นยำได้ในขณะนี้ และจะยังคงเป็นปริศนา ให้ผู้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและค้นหากันอีกต่อไปไม่รู้จบ แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มปรากฏขึ้นมากในยุคนี้ก็คือ การศึกษาแบบอจินไตย ซึ่งเป็น “การศึกษาแบบนอกกำมือเซียน” ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติธรรม สามารถหยั่งรู้ปริศนาได้ และเข้าใจในสภาวะเหนือโลกที่ถูกบรรจุอยู่ในองค์พระ และที่สำคัญคือ สามารถยืนยันในความเป็นพระแท้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยเซียนบงการอีกต่อไป


อ้างอิง
1. คณะกรรมการโครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย. 2542.เบญจภาคี 1. กรุงเทพฯ สตาร์ปริ๊นท์.
2. จุลทัศน์ พยาฆรานนท์. 2550. บรรยายในห้องเรียนนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาศิลปวัฒนธรรมวิจัย ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพฯ.
3. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. 2550ร้อยปีที่สมเด็จฯ จากไป ใน ที่ระลึกงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พุทธศักราช 2550”กรุงเทพฯ สันติสิริการพิมพ์. หน้า 85-92.
4. ตรียัมปวาย. (2515). ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม 1 พระสมเด็จฯ. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น.
5. พระครูปลัดสมคิด สิริวฑฒโน. 2550ประวัติสังเขป สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ใน ที่ระลึกงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พุทธศักราช 2550”กรุงเทพฯ สันติสิริการพิมพ์. หน้า62-84.
6. พระศรีวิสุทธิโสภณ (เที่ยง อัคคธัมโม). 2550ตำนานพระเครื่องสมเด็จและปฐมอัครกรรมของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ใน ที่ระลึกงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พุทธศักราช 2550”กรุงเทพฯ สันติสิริการพิมพ์. หน้า 111-138.
7. ศรีศักร วัลลิโภดม. 2537. พระเครื่อง(ราง) พุทธบูชา หรือ พุทธพาณิชย์ ใน ศิลปวัฒนธรรม. ฉบับมกราคม. กรุงเทพฯ พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง. หน้า77-89.
8. สุชาติ พิทักษ์มั่นคงกุล. 2552. เอกสารบรรยายในการสัมมนาวิชาการพระเบญจภาคี. ณ คุรุสภา 
 กรุงเทพฯ.



พระดีเสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญ



พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อดำผงใบลาน พิมพ์ใหญ่สวยงามระดับแชมป์องค์นี้ 
ได้เสด็จไปอยู่กับคุณหมอผู้ใจบุญ นพ.ธรรม์พงษ์ รังสิภัทร์ 
แห่งโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เรียบร้อยแล้ว ขออนุโมทนาด้วยนะครับ




พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อดำผงใบลาน พิมพ์ใหญ่สวยงามระดับแชมป์องค์นี้ 

ได้เสด็จไปอยู่กับ คุณภณ กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ขออนุโมทนาด้วยนะครับ





บัดนี้ พระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้ ได้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญบารมีคือ 

คุณมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ




บัดนี้ พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อดำผงใบลาน พิมพ์ใหญ่องค์นี้ ได้เสด็จไปอยู่กับคนบุญคือ 
คุณกาญจน์ณัฐ รัตนศรีบัวทอง เรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาครับ



ประมูลพระสมเด็จวัดระฆัง
"เนื้อดำผงใบลาน"
เพื่อร่วมทำบุญวัดภูดานไห

ข้อความของ ดร.นนต์ จากเว็บพลังจิตดอทคอม

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 9 เดือน 9 ปี 9 (5+4= 9) 9 กันยายน 2554 เป็นวันฤกษ์ดี และเป็นวันมงคลที่ผมขออัญเชิญพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ (นิยม) เนื้อดำผงใบลาน ผสมเหล็กไหล เพื่อนำมาเปิดประมูลเพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างวัดภูดานไห ตามวาระจิตที่ผมได้อธิษฐานไว้...และขอถวายนามว่า "องค์ดำธรรมบารมี" พระองค์นี้ ถูกกำหนดให้ประมูลเริ่มต้นที่ 100,000 บาท ตามที่จิตผุดรู้

ความพิเศษของพระองค์นี้ นอกจากจะมีพลานุภาพครอบจักรวาลและไร้ขีดจำกัดแล้ว ยังมีคุณสมบัติดูดโภคทรัพย์และสิ่งดีๆมาสู่ผู้ครอบครอง... พระชุดนี้ถูกสร้างมามีจำนวนจำกัดไม่กี่องค์ และปิดบังซ่อนเร้นไว้มาตั้งแต่ตอนสร้าง และได้เปิดเผยตัวออกมาเมื่อต้นปีที่แล้ว มีให้เห็นเฉพาะในกลุ่มลูกหลานหลวงปู่โต ปีที่แล้วมีชาวสิงคโปร์มาขออัญเชิญจากญาติธรรมไปหลายองค์ (เขาสัมผัสได้ด้วยญาณ) ปัจจุบันเหลือน้อย และไม่มีในท้องตลาดครับ (ผมเองเหลือแค่สามองค์รวมองค์นี้ด้วย)

พระองค์นี้ เป็นสมบัติของผู้มีบุญบารมีมาก ... จึงขอสงวนไว้สำหรับผู้ที่สัมผัสได้เท่านั้นครับ... อนุโมทนา
ดร.นนต์

ข้อความของ ดร.นนต์ จากเว็บพลังจิตดอทคอม
http://board.palungjit.com/f131/หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร-ฝัน-231506-237.html

เมื่อจิตของผู้มอบให้เพื่อการกุศล และจิตของผู้รับก็เพื่อการกุศล มาบรรจบกันด้วยกาลเวลา สถานที่ บุคคล และสภาวะเงื่อนไขที่เหมาะเจาะ ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งคู่ ด้วยความผูกพันในการสร้างบุญร่วมกันมาหลายภพ ด้วยบารมีของพ่อแม่ครูอาจารย์ วาระของการประมูลพระสมเด็จเนื้อผงใบลานสีดำผสมเหล็กไหล "องค์ดำธรรมบารมี" จึงได้เกิดขึ้น และผมก็รู้ล่วงหน้าว่า ท่านผู้ใดจะเข้ามาประมูล แต่ไม่คิดว่าจะเร็วมากขนาดนี้

วันนี้ (10 กย. 2554) ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 10.00 น ท่านผู้มีบุญได้โทรติดต่อมาที่ผม และแจ้งความประสงค์ที่จะขอร่วมทำบุญ เพื่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมวัดภูดานไห ความมหัศจรรย์ทางจิตจึงบังเกิดขึ้น เพื่อเป็นพยานให้ท่านผู้มีบุญได้มั่นใจว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเนื่องด้วยบุญ ผมจึงอธิษฐานส่งจิตไปยังท่านผู้มีบุญ ท่านยืนยันว่าได้รับพลังร้อนจ้าที่ผิวหนังเหมือนไฟไหม้ และสภาวะอจินไตยอีกหลายเรื่อง ที่เรารับรู้ร่วมกัน จึงเป็นพยานให้กันและกัน ขอให้นักรบธรรมทุกท่าน อนุโมทนาบุญกับผู้มีบุญ... ที่ได้ประมูลพระ "องค์ดำธรรมบารมี " ด้วยเงินปัจจัย 110,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

บุญกุศลใดที่ผมสร้างสั่งสมไว้ทุกพุทธกัปธันดร ผมขออุทิศให้ท่านผู้ใจบุญและครอบครัว จงมีแต่ความสุขร่มเย็น ขอความทุกข์ร้อนใดๆอย่ามาแผ้วพานได้ ขอให้ท่านสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรมแผ่ไปโดยมิมีประมาณ จนกว่าท่านจะเข้าสู่พระนิพพานเป็นที่สุดเทอญ

ปล. ผู้ประมูลพระองค์นี้คือ คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา (ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)



อังคารธาตุของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน




คุณปรัชญา จิตต์ปรัชญา เมื่อคราวอัญเชิญพระอังคารธาตุของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มาให้ผมที่บ้าน พร้อมกับมารับพระสมเด็จ "องค์ดำธรรมบารมี" ด้วยตัวเอง ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญทุกประการ สาธุ



.....................................................................

พระสมเด็จวังหน้า

พระสมเด็จสายวัง
....................................................
(โปรดใช้วิจารณญาณ เพราะยังเกินวิสัยของผู้เขียน)




พระสมเด็จเบญจสิริ หรือเบญจรงค์ สร้างโดยกลุ่มวังหน้า เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อธิษฐานจิตปี 2411 พระองค์นี้ ดร.นนต์ ได้รับจากเจ้าสัวผู้บริหารเบียร์ช้าง เมื่อคราวไปบรรยายที่โรงแรมขอนแก่นโฮเทล จังหวัดขอนแก่น ประมาณปี 2553


พระสมเด็จวังหน้า

พระสมเด็จวังหน้า หรือบางท่านเรียกว่า พระสายวัง หรือพระตระกูลวัง เท่าที่ศึกษาพบว่า เป็นพระพิมพ์ที่สร้างโดยพระบัณฑูร (คำสั่ง) ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ให้ช่างสิบหมู่แห่งวังหน้าเป็นผู้สร้าง แล้วนำเข้าพระราชพิธีพุทธาภิเษกหลวงที่พระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2515 ย้อนลงไปหลายปี โดยมีผู้อธิษฐานจิตหลักคือ เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร โดยเฉพาะหลวงปู่อิเกสาโร (อทิสมานกาย) พระส่วนใหญ่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2411 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ (รัชกาลที่ 5) และมีการสร้างหลากหลายพิมพ์ หลายเนื้อ หลายวาระ มีทั้งไม่ฝากกรุและฝากกรุ กรุที่สำคัญได้แก่ กรุพระธาตุพนมจำลองในวัดบวรสถานสุทธาวาส (กรุวังหน้า) และกรุวัดพระแก้ว โดยเฉพาะกรุวัดพระแก้ว ได้มีการนำเอาพระวังหน้ามาฝากกรุในภายหลังอีกหลายครั้ง ส่วนความนิยมนั้น ในอดีตมีผู้นิยมในวงแคบเฉพาะตระกูลเก่าแก่และตระกูลเจ้านาย หรือผู้ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมทั้งนักภาวนาที่รู้เห็นความอัศจรรย์ด้วยญาณใน ส่วนกลุ่มเซียนอาจมีทั้งยอมรับและไม่ยอมรับ บางกลุ่มก็บอกว่า เป็นของปลอม เป็นพระยี่เก หรือเป็นพระตลกมันฮา บางกลุ่มก็บอกว่า เป็นพระแท้ที่เขาไม่เล่นกัน ก็ว่ากันไป เพราะเป็นนานาจิตตัง.... แต่ผ่านมาถึงยุคสมัยนี้ มีผู้สนใจมากขึ้น ข้อมูลการศึกษาก็มีมากขึ้น ตระกูลเก่าแก่ก็เริ่มนำพระออกมาเปิดเผยกันมากขึ้น..... นักภาวนา ผู้ปฏิบัติธรรม หรือผู้มีญาณในที่สามารถสัมผัสพลังหรือสื่อเห็นถึงผู้สร้างและผู้อธิษฐานจิตก็มีมากขึ้น พระสายวังจึงได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง

ในโอกาสนี้ ผมจึงขอนำเอาข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ความรู้ส่วนหนึ่งได้รับมาจากคุณคมสันต์ ซึ่งพำนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านส่งข้อมูลและภาพพระสมเด็จสายวังของท่าน มาให้ผมเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว คุณคมสันท่านเป็นนักภาวนาสายหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร จึงนับว่าเป็นผู้ที่มีบุญและญาณสัมผัสอีกผู้หนึ่ง ที่สะสมพระสมเด็จสายวังจำนวนมาก ดังตัวอย่างข้อความจากหนังสือ "พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว(วังหน้า)" หนังสือเล่มนี้ ผู้มีชื่อเสียงได้เขียนคำนิยมไว้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นพระแท้ที่มีอยู่จริง อาทิเช่น

-คำนิยมฝ่ายสงฆ์ โดยพระราชรัตนนภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร
-คำนิยม โดยศาสตราจารย์ ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน
-คำนิยม โดยอาจารย์เฉลิมศักดิ์ รามโกมุท

นอกจากนั้น บนปกหนังสือยังพิมพ์ว่า
.....สร้างโดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์จักรี ร่วมกับเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) หรือเจ้าคุณกรมท่า
.....เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองครองราชย์พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราข (รัชกาลที่ 5) พ.ศ. 2411....

ส่วนเนื้อหาด้านในทั้งหมดให้ไปศึกษาจากหนังสือเล่มดังกล่าวอีกครั้ง ส่วนในบล็อกนี้ ผมขอคัดลอกมาเพียงบางส่วนดังนี้













พระสมเด็จวังหน้า

ของครอบครัว "สิปปภากุล" ที่เก็บสะสมไว้ส่วนหนึ่ง

(ไม่รับรองความจริง แต่หากศรัทธาแบ่งให้บูชา มีจำนวนจำกัด)



พระสมเด็จวังหน้าเนื้อหยก ปี 2411






องค์นี้ มีผู้บูชาแล้ว





บัดนี้ พระองค์นี้เสด็จไปอยู่กับผู้มีบุญ นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร เรียบร้อยแล้ว


















พระสมเด็จวังหน้า

ของคุณคมสันต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา













พระสมเด็จวังหน้า

ของร้อยตำรวจตรีสมาน กุญแจทอง