หน้าเว็บ

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

(030) ที่มาของประเพณีสงกรานต์ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร


 ที่มาของประเพณีสงกรานต์ 💦
🔷 โดยหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร 🔷

ท่านทั้งหลาย เนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2560 ที่ผ่านมา หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมตตาให้โอกาสแก่บรรดาคณะลูกศิษย์ ลูกหลาน และผู้ศรัทธา สรงน้ำองค์ท่าน เพื่อขอขมากรรม อีกทั้งได้เปิดโอกาสให้ได้ทำบุญ และปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างสมถะเรียบง่ายที่สุด
และเนื่องในโอกาสนี้ หลวงพ่อได้เล่าเรื่อง "ประเพณีสงกรานต์" จากการรู้เห็นภายในเป็นปัตจัตตังของท่าน พอสรุปได้ว่า

🔹💦 ประเพณีสงกรานต์ 💦 มิใช่ความเชื่อของศาสนาพุทธ แต่เป็นความเชื่อของพวกพราหม์ฮินดูในอินเดีย ซึ่งมีมาหลายพันปีก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ การเกิดขึ้นของความเชื่อนี้ ก็ด้วยเพราะบ้านเมืองสมัยโน้นมีความสกปรก จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยต่างๆ พวกพราหมณ์จึงคิดหาอุบาย ให้ผู้คนได้ใช้น้ำชำระล้างบ้านเรือนแลบริเวณที่อยู่อาศัย อีกทั้งมีการอาบน้ำชำระร่างกายไปพร้อมกัน ก็เพื่อกำจัดเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ โดยปีหนึ่งกำหนดให้กระทำพร้อมกันครั้งหนึ่ง ต่อมา เมื่อศาสนาฮินดูเผยแผ่ไปถึงประเทศใด คติความเชื่อนี้ก็ได้กลายเป็นประเพณีไปด้วย
ซึ่งในสมัยก่อนพุทธกาล ณ วัดโคกปราสาทแห่งนี้ หลวงพ่อก็เคยพาพวกท่าน กระทำพิธีสรงน้ำตามความเชื่อฮินดูมาแล้ว มาภพนี้ พวกท่านได้พากันกลับมาสรงน้ำหลวงพ่ออีก มันเป็นแต่เพียงประเพณีของศาสนาอื่น ดังนั้น หากพวกท่านไม่เบื่อหน่าย ก็คงต้องวนเวียนมากระทำพิธีกันอีก แต่หลวงพ่อจะไม่กลับมาอีกแล้ว ก็ขอให้นำไปพิจารณา และขอให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จึงจะไม่กลับมาเวียนว่ายในวัฏฏะอีก 🔹

🔸 หมายเหตุ ผู้เขียนเรียบเรียงคำขึ้นมาใหม่ด้วยสัญญาไม่เที่ยง มีการตกแต่งคำและสลับลำดับคำพูดบ้าง แต่ใจความหลักยังอยู่มากที่สุด จึงขอขมากรรมหลวงพ่อด้วยเกล้า

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
16 เมษายน 2560






วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

(029) คบบัณฑิต เป็นมงคลสูงสุด




การคบบัณฑิต เป็นมงคลสูงสุด
สอนโลกด้วยธรรมเป็นรุ่นสุดท้าย
🔷

เธอผู้กำลังจะเป็น "บัณฑิต" ทั้งหลาย บัดนี้ "ครู" ได้ทราบว่า พวกเธอต่างพากันยินดีพอใจ ในการที่จะจัดแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ร่วมกัน "ศิลปะ" อันมีผลมาจากความอุตสาหะ พรากเพียร เรียนรู้ร่วมกันมา จะว่าบากบั่นหรือตรากตรำก็ใช่ เพราะอะไร? ก็เพราะตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 4 ปี หรือบางคนก็ 5-6 ปีขึ้นไป ก็ล้วนต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่ง และต้องใช้ความพยายามขวนขวายหาความรู้อย่างหนัก ทั้งจากครูอาจารย์ เพื่อน และจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆมากมาย แม้บางครั้งอาจขี้เกลียด พลั้งเผลอหรือประมาทไปบ้าง แต่ในท้ายสุด ก็ต้องกัดฟันเอาใบปริญญานั้นจนได้ เพื่ออะไรกัน? ก็เพื่อประโยชน์แก่ตนเองนั้นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น อันมีบิดามารดา ญาติพี่น้อง ตลอดจนสังคมโดยรวมสืบไป

อันนี้ ก็นับว่าเป็นความดีเบื้องต้น เพราะเธอได้ทำหน้าที่เรียนในฐานะที่เป็นนักศึกษา จนสำเร็จการศึกษา ต่อไป เธอต้องทำหน้าที่ให้ดียิ่งๆขึ้นไป ด้วยการนำเอาความรู้นี้ไปประกอบอาชีพที่สุจริต เพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และเมื่อมีความมั่นคงทางครอบครัวแล้ว ต่อไป เธอก็ทำความดียิ่งๆขึ้นไปอีก ด้วยการนำเอาวิชาความรู้ทั้งหลาย ไปสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และชาวโลกต่อไปตามลำดับ เมื่อนั้น จึงจะนับว่า "เธอเป็นคนดีของโลก"

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ "ครู" จึงขอทำหน้าที่สอนพวกเธอเป็นวาระสุดท้าย ด้วยการฝากคติธรรมไว้เตือนใจดังนี้

คำว่า "บัณฑิต" ที่เธอกำลังจะเป็นนั้น ยิ่งใหญ่และมีมงคลสูงสุด ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพุทธโอวาทแก่มนุษย์และเทวดา ณ วัดเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ว่า "มงคลสูงสุด" อันเป็นหลักปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตนั้น มีอยู่ 38 ประการ โดยขอยกเอาข้อความสำคัญในมงคลข้อที่ 1 และข้อที่ 2 จากทั้งหมด 38 ข้อ ตามลำดับ พออธิบายได้ดังนี้
1. อเสวนา จ พาลานํ : การไม่คบคนพาล  เพราะคนพาลมักจะเป็นผู้ที่ชอบ "คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว" กล่าวคือ มักชอบแนะนำผู้อื่นไปในทางที่ผิด ชอบก้าวก่ายการงานผู้อื่น นินทาว่าร้าย ยุแยง กลั่นแกล้ง ทุจริตและเอาเปรียบผู้อื่น มักเห็นผิดเป็นชอบ มักเกเรและโกรธเคืองผู้อื่นเสมอ ไม่มีศีล ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เข้าคิว และไม่เคารพกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้น "การไม่คบคนพาล จึงเป็นมงคลสูงสุด"
2. ปณฺฑิตานญฺ จ เสวนา : การคบบัณฑิต  เพราะ "บัณฑิต" หมายถึงผู้ทรงความรู้ มีปัญญา มีจิตใจที่งาม และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง รู้ดีรู้ชั่ว ผู้เป็นบัณฑิตจึงมีลักษณะดังนี้...
1) เป็นคนคิดดี คือ การไม่คิดละโมบ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร รู้จักให้อภัย เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ และมีความกตัญญูรู้คุณ เป็นต้น
2) เป็นคนพูดดี คือ วจีสุจริต พูดจริง ทำจริง ไม่โกหก ไม่พูดหยาบถากถาง นินทาว่าร้ายผู้อื่น
3) เป็นคนทำดี คือ ทำอาชีพสุจริต มีเมตตา กรุณาต่อผู้อื่น อีกทั้ง มี "ทาน ศีล ภาวนา" เป็นปกติวิสัย
หากจะกล่าวโดยรวม ผู้เป็นบัณฑิตมักมีนิสัยในทางที่ดี กล่าวคือ เป็นผู้คิดดี ชอบชักนำผู้อื่นในทางที่ถูกที่ควร ชอบทำในสิ่งที่เป็นธุระและมีประโยชน์ เป็นผู้รับฟังที่ดี ไม่โกรธเมื่อมีผู้ตักเตือน เป็นผู้รู้ระเบียบ สะอาด และเคารพกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้น "การคบบัณฑิต จึงเป็นมงคลอันสูงสุด"

ดังนั้น เมื่อเธอทั้งหลาย ได้เป็น "บัณฑิต" แล้ว ก็จงตั้งใจในความดี ด้วยการรักษาคุณธรรมแห่งบัณฑิตไว้ ตามที่ครูได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น จึงจะนับว่า "เป็นผู้มีมงคลอันสูงสุด" และเมื่อนั้น ความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต ก็จะบังเกิดขึ้นแก่เธอทั้งหลายสืบไป
ท้ายสุดนี้ ครูมีความยินดีพอใจ ในกิจกรรมที่พวกเธอได้ร่วมกันกระทำในครั้งนี้ และขออวยพรให้เธอทั้งหลาย จงประสบความสำเร็จ และขอให้เป็นคนดี มีความสุข ความเจริญ มั่งมีศรีสุข และอายุมั่นขวัญยืนตลอดไป

รักและปรารถนาดี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
อาจารย์ประจำสาขาวิชาทัศนศิลป์
คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลอีสาน
11 เมษายน 2560



วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

(028) ความเข้าถึงพระโสดาบัน ฉบับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน



🔶 ความเข้าถึงพระโสดาบัน 🔶
๑. ภาคทฤษฎี
สรุปตามความในพระไตรปิฎก

ท่านทั้งหลาย การเกิดขึ้นของสาวกโสดาบันองค์แรกในพระพุทธศาสนานั้น ก็ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ ได้แสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก ดังที่ปรากฏใน "ตถาคตสูตร" พอสรุปได้ว่า

🔸 "ส่วนสุดทั้งสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ(ไม่ควรประพฤติ) ส่วนสุดทั้งสองนั้นคืออะไร? คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย (กามสุขัลลิกานุโยค) ซึ่งเป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่เป็นประโยชน์ ๑ ... การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ (อัตตกิลมถานุโยค) ไม่ประเสริฐ ไม่เป็นประโยชน์ ๑..."
🔸
พระพุทธองค์ยังได้ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ต่อ พอสรุปได้ว่า ทางปฏิบัติอันเป็นสายกลาง(มัชฌิมา ปฏิปทา) อันประกอบด้วย "อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด" อันเป็นไปเพื่อให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เกิดความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน รวมถึงรู้ "อริยสัจจ์ ๔" ด้วยความรู้ความเห็นตามความเป็นจริงอันบริสุทธิ์ จึงกล่าวได้ว่า จากปฐมเทศนาครั้งแรกนี้ เป็นเหตุให้โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นสาวกผู้ได้บรรลุโสดาบันเป็นองค์แรก

ในกาลต่อมา พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตร (ในสารีปุตตสูตร) ว่า 🔸"โสดาปัตติยังคะ องค์ธรรมที่เป็นปัจจัยให้ถึงโสดาบัน ได้แก่ สัปปุริสสังเสวะ การคบสัตบุรุษ ๑ ... สัทธรรมสวนะ การฟังคำสอนของท่าน ๑ ... โยนิโสมนสิการ การพิจารณาในทางที่ชอบ ๑ ... ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑..." 🔸

พระพุทธองค์ตรัสแก่พระสารีบุตรว่า 🔸 "ธรรมที่เป็นประดุจกระแส อันจะล่วงไปสู่พระนิพพานหรือวิมุตตินั้น ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด และผู้ประกอบด้วยอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด ที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า โสดาบัน" 🔸

นอกจากนั้น พระโสดาบัน ย่อมประกอบไปด้วยคุณธรรม ๔ ประการ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับเหล่าสาวก (ในทุคติสูตร) ว่า 🔸 "อริยสาวก ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ(๑) พระธรรม(๑) พระสงฆ์(๑) และศีลอันเป็นที่รักใคร่ของพระอริยเจ้า(๑) ย่อมพ้นภัย คือทุคติและวินิบาตทั้งหมดได้" 🔸

และในโสตาปันนสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า 🔸 "เพราะเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดซึ่ง เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และวิธีสลัดออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ จึงได้ชื่อว่า เป็นโสดาบัน"


โสดาบันมีทุกข์น้อย 🔶
อุปมาเมล็ดถั่วเขียว ๗ เมล็ด

ในสิเนรุสูตร(ปปาตวรรค) พระพุทธองค์ได้ตรัสเปรียบเทียบความทุกข์(กิเลส)ของปุถุชนกับพระโสดาบัน พอสรุปได้ว่า ตอนยังเป็นปุถุชน บุคคลนั้นมีกองทุกข์มากมายอุปมาดั่งขุนเขาสิเนรุ แต่เมื่อเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันแล้ว บุคคลนั้นมีความทุกข์เหลือน้อย เท่ากับก้อนหินขนาดเมล็ดถั่วเขียว ๗ เมล็ด ซึ่งนับไม่ได้ เปรียบไม่ได้กับขุนเขาสิเนรุ ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
🔸"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ทุกข์ของบุคคลผู้เป็นอริยสาวกสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ รู้พร้อมแล้ว ผู้รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุของทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือทางปฏิบัติให้ถึงความดับของทุกข์ ที่สิ้นไป หมดไปแล้วนั้นมากกว่า ทุกข์ที่ยังเหลือมีปริมาณน้อย นับไม่ได้ เปรียบเทียบไม่ได้ กับกองทุกข์ที่มีอยู่ก่อนที่จะสิ้นไป หมดไปแล้ว อย่างมากก็เหลืออีกเพียง ๗ ชาติ"
🔸
🔸หมายเหตุ... ให้ศึกษารายละเอียดที่สมบูรณ์ได้ ในพระไตรปิฎกฉบับเต็ม

🔷 อนึ่ง ผู้เขียนพิจารณาเห็นว่า นักสร้างบุญผู้ยังเป็นปุถุชนและสามัญชนทั้งหลาย พึงเป็นผู้ตั้งใจในความดีไว้ให้หนักแน่นด้วย "ทาน ศีล ภาวนา" เมื่อตั้งใจปฏิบัติได้ดีพอเหมาะควร และบริบูรณ์ทั้งสามส่วนแล้ว อีกทั้งอินทรีย์ห้าก็ถึงความแก่กล้าพอควรแล้ว จึงจะสามารถก้าวเข้าสู่พระโสดาบันได้

เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านจะทรงไว้ใน "ศีล สมาธิ ปัญญา" เป็นปรกติ เป็น อธิศีล อธิจิต(สมาธิ) และอธิปัญญา เป็นไปโดยอัตโนมัติหรือเป็นปรกติวิสัย พร้อมกับมีคุณธรรม ๔ ประการ คือ มีความศรัทธาอย่างมั่นคงไม่คลอนแคลนต่อ พระพุทธเจ้า(๑)... พระธรรม(๒)... พระสงฆ์(๓)... และศีล(๔)... อีกทั้งตั้งอยู่ในความเพียร เพื่อการละกิเลสให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับ


๒. ภาคปฏิบัติ 🔶
🔹พระโสดาบัน ฉบับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน

🙏 ท่านมีไตรสรณคมน์ คือ พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ เหนียวแน่นเป็น "หนึ่งเดียวกับใจ" ไม่มีความหลงลูบคลำในการปฏิบัติ เพราะมีมรรคองค์แปดเป็นทางสายกลางให้ดำเนินตาม จึงไม่หลงถือวัตถุมงคล ไม่หลงกราบไหว้อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพพรหมองค์ใดๆ มีแต่บุญล้วนๆ ที่เป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น

🙏 พระโสดาบัน ใจมีความเป็นกลาง และเมื่อเป็นผู้ที่ดำเนินปฏิทาต่อเนื่องสู่ภูมิละเอียดขึ้นไป ท่านก็ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่จะเกิดหรือไม่เกิด แม้แต่ความตายจะบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แม้แต่ตนเองจะตาย พ่อแม่ ลูกเมีย หรือผู้อื่นจะตาย ก็ไม่ต่างกัน เป็นตายอันเดียวกัน หรือแม้แต่ทรัพย์สินเงินทองก็สักแต่ว่ามี เงินก็เป็นแค่กระดาษ ส่วนภาระหน้าที่ทางโลกก็ทำไป แต่ใจนั้นทำหน้าที่ทางธรรมตลอดเวลา ประหนึ่งว่า แทบจะทุกเวลานาทีก็ว่าได้

อีกทั้งความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา และความน้อยอกน้อยใจนั้น แม้จะยังมีอยู่ แต่ก็นับว่ามีน้อยมาก หรือหากเกิดมีขึ้นมา ท่านจะสามารถดับมันได้เร็วเพียงไม่กี่นาที หรือหากนานกว่านั้น ใจก็จะหมุนหาธรรม หาอุบายมาดับมันจนได้

🙏 กามราคะนั้น พระโสดาบันท่านยังมีอยู่ แต่น้อยมากๆ จะเหลือเป็นความทุกข์ที่ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ ทุกข์เพราะการคิดหาวิธีมาดับมัน ซึ่งจะต่างจากปุถุชนที่ต้องระบายออกด้วยการเสพกาม แต่พระโสดาบันจะขยะแขยงในกาม จึงพยายามหาวิธีละจากกามนั้นเสีย พยายามอดกลั้นอย่างที่สุด คฤหัสถ์ผู้เป็นพระโสดาบัน แม้ท่านจะยังครองเรือนอยู่ แต่ส่วนใหญ่ท่านจะไม่ยอมเสพกาม หรือจะพยายามไม่ทำให้น้ำกามเคลื่อนด้วยตนเองเป็นที่สุด แม้จะไม่มีวินัยห้ามไว้ก็ตาม แต่น้ำกามอาจหลั่งออกมาเองตอนนอนหลับ ปีหนึ่งๆก็เพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะธรรมชาติของน้ำกามยังไม่หมด ดังนั้น พระโสดาบันจึงเป็นทุกข์ในเรื่องกามราคะ ก็ตรงนี้ ส่วนผู้ที่ดำเนินปฏิปทาในภูมิละเอียดขึ้นไป กามราคะจะเบาบางมากจนไม่หลั่งน้ำกามออกมาอีก

🙏 ศีลเป็นอัตโนมัติ (ไม่ต้องระวัง) สติ สมาธิ ปัญญา หมุนไปข้างหน้า ธรรม(จักร)ก็หมุนไปข้างหน้า ไม่ถอยหลัง หมุนตลอดเวลา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับความเพียรและกาลเวลา เป็นแบบอกาลิโกเฉพาะตน

🙏 ใจมุ่งหนึ่งเดียวคือ "พระนิพพาน" อย่างแน่วแน่ไม่คลอนแคลน แม้ใครจะเอามีดมาปาดคอ เพื่อให้ล้มเลิกความปรารถนา ท่านจะไม่ยอมเป็นอันขาด ยอมตายเสียดีกว่า หรือบางท่านแม้แต่ความปรารถนาพุทธภูมิเดิม ท่านก็ยังสละได้ และหากเอ่ยถึงพระนิพพานเมื่อไร ใจท่านจะเด็ดเดี่ยวและมีพลังมากที่สุด

🙏 พระโสดาบัน รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จากใจ มิใช่จากสัญญาจำได้ จะเรียกว่า เป็น "ไตรลักษณญาณขั้นต้น" ก็ได้ เพราะท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงฐานแห่งความเป็นจริงของ "ไตรลักษณ์ขั้นหยาบ" บางท่านก็มีอภิญญาญาณบังเกิดขึ้นเป็นของแถม ระลึกชาติได้ รู้อนาคตได้บ้าง แต่ยังไม่แจ่มแจ้งดีนัก ซึ่งเป็นไปตามภูมิธรรมและบารมีที่สั่งสมมา แต่ถึงจะมีน้อย ก็นับเป็น "โลกุตตรญาณ" ญาณที่เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นที่ใจ

และที่อัศจรรย์ ผู้ที่ผ่านความเป็นพระโสดาบันมาแล้วบางท่าน และกำลังดำเนินปฏิปทาในภูมิธรรมขั้นละเอียดสูงขึ้นไป จะเห็นกระแสจิตของตนเอง 🔸"ทวนกระแสโลก"🔸 เป็นการทวนกระแสของวัฏจิต ด้วยการไหลทวนขึ้นบนตรงกลางใจ ไหลลึ่น ลึ่น ลึ่น ขึ้นบน อุปมาดั่งสายน้ำตกไหลทวนย้อนขึ้นข้างบนอย่างนั้น พร้อมกับประกาศก้องในใจว่า "บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ไหลย้อนกลับมาสู่กระแสโลกอีกแล้ว เพราะใจเราได้ไหลสู่กระแส และมุ่งสู่พระนิพพานแล้ว"... (ไม่สามารถยกของจริงออกมาอธิบายได้)

ดังนั้น "โลกุตตรญาณ" ของพระโสดาบัน จึงมีความแตกต่างจากอภิญญา หรือ "โลกียฌาน" ของปุถุชนทั่วไป แม้จะมีอภิญญาเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ใจของปุถุชนก็ยังไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเกิดขึ้น เมื่อหมดอำนาจของฌานแล้ว วัฏจิตของปุถุชนก็ไหลลงสู่กระแสโลกตามเดิม

🙏 พระโสดาบัน แม้ท่านจะมีความอยากเป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ตามลำดับ แต่ท่านจะไม่หลงตนเองว่า เป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เพราะท่านรู้ในภูมิของตนดี ... ส่วน "ปัญญาธรรม" ที่มี ก็จะไหลออกมาจากใจเป็นอัตโนมัติ ตามบารมีธรรมที่สั่งสมมา ธรรมที่ไหลออกมานั้น ไม่มีในสคริป ไม่ได้อาศัยท่องจำจากตำรา มันผุดไหลออกมาเองตามภูมิธรรมที่มี และจะไม่แสดงธรรมเกินภูมิของตน หากไม่รู้ ท่านก็บอกไม่รู้ หากเป็นธรรมของครูอาจารย์ ท่านก็บอกว่าเป็นของครูอาจารย์ ...

🙏 ...ดังนั้น ผู้ที่มีภูมิธรรมตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ ท่านจึงว่า "เป็นผู้ชอบธรรม" ในการแสดงธรรมตามพระพุทธเจ้าได้ถูกต้อง เพราะเป็นธรรมของจริงที่ออกจากใจ มิใช่จากสัญญาท่องจำมา ดังคำหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เปรียบเทียบไว้ว่า "มันต่างกันราวฟ้ากับดิน"...🙏
☀️ 
หมายเหตุ... ความเข้าถึงกระแสพระโสดาบันนั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นอีกมากมาย "สภาวธรรม" ที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันก็ต่างกัน ล้านองค์ก็ล้านแบบ บางองค์โลกธาตุก็สั่นสะเทือน เสมือนแผ่นดินไหว ต้นไม้ประหนึ่งล้มระเนระนาด บางองค์ก็ดูราบเรียบแทบไม่รู้ตัว ดังนั้น ท่านจึงไม่สามารถเขียน "สภาวธรรมเฉพาะแต่ละองค์" บรรจุในพระไตรปิฎกได้ และความเป็นพระโสดาบันของจริง ก็เป็นปรมัตถ์อยู่ภายในใจของใครของมัน จึงไม่สามารถจะยกออกมาอธิบายได้ทั้งหมด ส่วนนักปฏิบัติผู้อยู่ในภูมิเดียวกัน จะไม่สงสัยกัน... "จงปฏิบัติไปเถิด เมื่อถึงแล้ว ท่านจะร้อง อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้เอง"...

ดังนั้น ผู้รู้ผู้มีปัญญามาก หรือพระอริยเจ้าขั้นสูงที่ผ่านความเป็นพระโสดาบันมาแล้ว ท่านอาจอธิบายได้แตกต่างและแจ่มแจ้งชัดเจนมากกว่านี้ อันนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณากันเอาเองเถิด

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

(027) พระสมเด็จวัดระฆัง ชุดมรดกโลก มรดกธรรม



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
(สงวนลิขสิทธิ์ ยกเว้นผู้ที่อ้างอิงตามหลักวิชาการเท่านั้น)
0857678008, dr.natdhnond@gmail.com


ประกาศ
บัดนี้ ผมเป็นนักภาวนาเต็มตัวแล้ว และได้ละวางพระเครื่องและวัตถุมงคลทั้งหมดแล้ว ยังเหลือแต่ความทรงจำและข้อความ รวมทั้งภาพที่เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่ของเว็บไซต์นี้ เพื่อประโยชน์และเป็นวิทยาทานแก่ผู้ยังหลงใหลในพระเครื่องเท่านั้น ฉะนั้น ผมจึงไม่ขอพิจารณาพระเครื่องและวัตถุมงคลใดๆให้แก่ผู้ใด ด้วยเหตุแห่งความตั้งใจมั่น เพื่อการเจริญภาวนา และหากยังมีการพิจารณาพระเครื่องอยู่ อาจทำให้เกิดความผิดพลาด จนกลายเป็นมุสา นั่นจะทำให้เกิดกรรมตามมาทั้งสองฝ่าย และโดยเฉพาะหากเป็นการรบกวนความสงบของนักภาวนา แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่กรรมจะบังเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นอย่างแน่นอน

ส่วนพระเครื่องที่ผมมีอยู่ ผมยินดีจะแบ่งปันออกไปให้เช่าบูชา เพื่อจะนำรายได้บางส่วนไปสร้างบุญกุศลต่อไป เป็นการเอาสมมุติแลกกับสมมุติ (พระแลกเงิน) เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวมต่อไป จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
7 พฤศจิกายน 2556


พระของครอบครัว "สิปปภากุล"
เป็นแต่เพียงวัตถุที่แสดงบุญบารมีเท่านั้น

หมายเหตุ ผมมิมีเจตนา ให้ผู้ปฏิบัติธรรมลุ่มหลงในวัตถุมงคลทั้งหลาย หากปรารถนาความหลุดพ้นในภพนี้ ขอจงละวางพระเครื่องแลวัตถุมงคลทั้งหลาย ไว้เบื้องหลังเสียเถิด ส่วนผู้ที่ยังต้องสร้างสมบุญบารมีอีกนาน ก็ขอให้ศึกษาไว้ เพื่อจะได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม แลพระสงฆ์ เพื่อเป็นสิ่งโน้มนำจิตใจ ไปสู่การทำคุณงามความดีต่อไป ดังคำของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ว่าไว้ดังนี้

"วัตถุมงคล" ถ้ากรรมมาตัดรอนแล้ว ป้องกันไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งไหน จะไปต้านทานอำนาจกรรมนั้นไม่มี แต่ถ้าผู้นั้น รู้ความหมายในวัตถุนั้นๆ ว่า เขาสร้างขึ้นมา ส่วนมากเขาใช้สัญลักษณ์ ของผู้ที่ทำแต่ความดี

การมีวัตถุมงคลไว้ติดตัว ...ก็มีไว้เป็น "เครื่องเตือนสติ-ปัญญา" ของตน ไม่ให้ประมาทในการกระทำของตน ต้องทำแต่ความดีเสมอ เรามีของดีอยู่กับตัว ก็ต้องทำแต่ความดี ... อย่างนี้แล้ว ก็นับว่า ผู้นั้นได้รับประโยชน์จากวัตถุมงคลนั้นๆ

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)



...............................................
พระสมเด็จวัดระฆัง
มรดกโลก มรดกธรรม
......................................................

ท่านทั้งหลาย พระสมเด็จวัดระฆัง ที่สร้างและอธิษฐานจิต โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น ณ ปัจจุบันนี้ นับเป็นสิ่งอัศจรรย์และหายาก พระสมเด็จวัดระฆังนั้น ว่ากันว่า มีหลากหลายพิมพ์ หลากหลายเนื้อ หลากหลายวาระ และผู้คนที่ศรัทธา หรือผู้คนในวงการและนอกวงการ ก็ต่างหลากหลายทัศนะ นานาจิตตัง หาข้อสรุป หาข้อคิดเห็น หาความจริง หาความเท็จได้ยาก จึงนับว่าเป็นปริศนาที่ต้องเรียนรู้กันไปไม่รู้จบ อย่างไรก็ตาม แม้พระสมเด็จวัดระฆัง จะมีอายุในการสร้างน้อยที่สุดในพระชุดเบญจภาคี แต่ความนิยมและการสมมุติราคากันทางโลกนั้น สูงมาก แต่หากในทางธรรมถือว่า เสมอเหมือนกันทุกองค์ จึงแล้วแต่ใครจะว่ากันอย่างไร 

ผู้เขียนเคยได้ยินเซียนพระท่านหนึ่ง กล่าวอย่างสบประมาทและเย้ยหยัน เมื่อได้ยินผู้เขียนถามหาพระสมเด็จวัดระฆังจากชายผู้หนึ่งว่า "ไม่มีพระสมเด็จแท้ตกมาอยู่ที่นี่หรอก ตายไปแล้ว กลับมาเกิดใหม่ก็ยังหาไม่มีเลย" ผมได้ยินก็ได้แต่ยิ้มๆ "เออ.คงเป็นเหมือนดั่งที่เขาว่ากระมัง" การที่พวกเรามักได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น อยู่บ่อยครั้ง อาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น เขาอาจมีความเชื่อตามเซียนใหญ่ที่กล่าวอ้างในทีวีว่า "มีพระสมเด็จแท้เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองไทย ราว 70-80 องค์เท่านั้น" หรือไม่ก็เชื่อว่า พระราคาเป็นล้านๆ จะมีมากได้อย่างไร แล้วใครเขาจะปล่อยพระสมเด็จออกมาให้ใครเช่าบูชาได้ง่ายๆ เป็นไปไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ หรือเรื่องของคนดีมีบุญก็ไม่เชื่อ เรื่องปาฏิหาริย์ก็ไม่เชื่อ  เชื่อแต่ว่าผู้มีเงิน มีอิทธิพลเท่านั้น จึงจะมีพระสมเด็จแท้ได้ นอกนั้น เป็นพระปลอมทั้งหมด การที่เขากล่าวออกมาเช่นนั้น อาจเป็นด้วยความคิดของเขา ที่คงจมปรักอยู่กับเซียนตำรา หรือมาเฟียพระที่สร้างวาทกรรมไว้ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนจำนวนมาก ต่างก็เชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ที่มีอยู่ในพระสมเด็จ จึงได้พยายามเสาะแสวงหาว่า สักวันหนึ่งคงได้รับพระดีมีค่าราคาสูงมาครอบครองสักองค์ แต่พอได้รับมาแล้ว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งจากผู้ที่มิใช่เซียนและเซียนสำนักต่างๆ อาจมีทั้งบอกว่าแท้และไม่แท้ เมื่อนำไปให้เซียนใหญ่ดู ก็ต้องผิดหวัง เพราะถูกปฏิเสธว่า ไม่ถึงยุค ผิดพิมพ์ ผิดเนื้อสารพัน ทั้งๆที่เซียนเขาดูพระทั้งกล่องที่มีพระหลายสิบองค์เพียงไม่กี่ "วินาที" เพียงพลิกๆกล่องดู ยังไม่ทันได้ส่องพระ ก็สรุปว่าปลอมทั้งหมด นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาสร้างวาทกรรมว่า มีพระสมเด็จแท้อยู่แค่นั้นแค่นี้องค์ และอีกประการ เซียนเขาอาจไม่เชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ จึงอาจสบประมาทต่อเจ้าพระคุณสมเด็จโต โดยบอกว่า พระแท้นั้นมีอยู่น้อย มีแต่พระของเซียน ผู้มีเงิน หรือผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น ที่แท้ นอกนั้นปลอมหมด ถ้าอยากได้พระแท้ ต้องหาบูชาจากพระของพวกเขาเท่านั้น แล้วท่านทั้งหลาย ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่หรือไม่ 

ความจริงแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ท่านสร้างพระสมเด็จไว้ ก็เพื่อเป็นการเทิดทูนและสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวตลอดไป จึงนับว่า "เป็นมรดกทางธรรม" และอีกประการ พระสมเด็จของท่าน ได้กลายมาเป็น "มรดกทางโลก" เป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาก และยังเป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เฉกเช่นทรัพย์มรดกอื่นๆ อีกทั้งยังถือเป็นมรดกทางด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของโลกอีกด้วย เพราะว่าพระสมเด็จของท่าน ได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้วนั่นเอง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้ทำหน้าที่สนองคุณอันประเสริฐของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตามสติปัญญาและบุญวาสนาที่มีอยู่ อาจถูกใจและไม่ถูกใจบรรดาท่านทั้งหลาย ก็ต้องขออภัย เพราะเราเกิดไม่ทันเจ้าพระคุณท่าน แต่ในเมื่อมีพระสมเด็จวัดระฆัง ที่ผู้มีบุญและมีญาณในตรวจสอบแล้วว่า เป็นพระแท้ ผมจึงนำท่านออกมาเผยแพร่ตามภูมิที่มีอยู่ ก็นับเป็นความกตัญญูต่อเจ้าพระคุณสมเด็จโตอย่างที่สุด ส่วนใครจะมีความคิดเห็นเป็นเช่นไร ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณากัน เพราะบางอย่างยังเกินวิสัยของผู้เขียนที่จะรับรองได้ จึงควรพิจารณากันเอาเอง


พระสมเด็จวัดระฆัง ชุดของนักภาวนา
บางองค์ได้มาตามนิมิตและสื่อสัมผัสพิเศษ
บางองค์ผู้มีญาณในได้ตรวจสอบแล้ว
(เป็นปัจจัตตัง มิควรนำไปอ้างอิงทางโลก)
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"
อาจแบ่งปันตามเหตุอันควร 0857678008, dr.natdhnond@gmail.com




องค์ที่ 1  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อแก่ข้าวสุกและน้ำมันผสม แกร่งหนึกนุ่ม
พระถูกล้างและถูกใช้จนสึก ทำให้เห็นเม็ดมวลสารขนาดกลางกระจายอยู่ทั่วองค์พระ ทำให้เห็นเม็ดมวลสารชัดเจน เนื้อในแกร่งหนึกนุ่ม เพราะแก่น้ำมันผสม





องค์ที่ 2 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม 
เนื้อขาวนวล แบบมาตรฐาน ผ่านการลงรักดำ 
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) แม้พระจะผ่านการล้างเอารักดำออก จึงทำให้ผิวหน้าสึกไปมาก แต่ก็ยังปรากฏมีคราบแป้งแคลเซียมบางๆคลุมผิวหน้าพระอยู่ เนื้อเป็นแบบแก่ข้าวสุกและแก่น้ำมันผสม และที่สำคัญ เพราะพระผ่านการลงรักดำ จึงทำให้เนื้อพระนั้นหนึกนุ่ม ส่วนเม็ดมวลสารผสมค่อนข้างหยาบจึงเห็นชัดเจนมาก  
ส่วนด้านหลัง เป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏเม็ดมวลสารชัดเจน มีรูเข็ม รอยยุบย่น และเป็นหลุม แม้พระจะผ่านการล้างและการใช้ แต่ก็มีความสวยงาม และเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของพระสมเด็จวัดระฆังทุกประการ สมมุติราคามีค่าขึ้นกับบุญวาสนาของผู้นั้น





องค์ที่ 3 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม 
เนื้อแก่ข้าวสุกผสมว่าน เม็ดมวลสารละเอียดปานกลาง มีคราบน้ำตาล สันนิษฐานว่า เกิดจากการลงรักน้ำเกลี้ยง หรือน้ำว่านผุดขึ้นมาเหนือผิวองค์พระ สภาพสวยงาม แกร่งหนึกนุ่ม





องค์ที่ 4 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ 
เนื้อแก่ผงหนึกนุ่ม มวลสารค่อนข้างหยาบ แบบมาตรฐาน 
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) ค่อนข้างสึก เนื้อผงหนึกนุ่มคล้ายเนื้อมันแกว มีก้อนมวลสารขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็น  ด้านหลัง ผิวขรุขระสึกกร่อน ทำให้เห็นเม็ดสวลสารได้ชัดเจน เนื้อจึงค่อนข้างหยาบ จึงเป็นแบบฉบับของพระสมเด็จวัดระฆังทุกประการ





องค์ที่ 5  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อแก่ปูนผสมผง แกร่งหนึกนุ่ม ผ่านการลงรักดำ 
ผู้มีญาณในหลายท่านตรวจสอบแล้ว พลังสูงไร้ขีดจำกัด 
สมบัติของ คุณจินตนา บัวคำ (พำนักที่ประเทศสเปน)





องค์ที่ 6  พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม
เนื้อแก่ข้าวสุกแบบมาตรฐาน ปิดทองคำแท้ 
ผิวหน้า (surface) เนื้อแกร่งและหนึกนุ่มประเภทแก่ข้าวสุก เม็ดมวลสารค่อนข้างหยาบ มีรอยยุบย่น เหมือนผิวตกกระ  ด้านหลัง มีรอยรูเข็มและรอยครูดเป็นธรรมชาติ และองค์พระทั้งหน้าหลัง มีคราบน้ำตาลสันนิษฐานว่าเป็นรักน้ำเกลี้ยง แล้วจุ่มปิดด้วยน้ำทองคำแท้





องค์ที่ 7 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่พระประธาน
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) เนื้อละเอียดและแห้งจัด มีคราบน้ำมันผสม มีคราบแป้งแคลเซียมผุดบนผิวหน้าอย่างชัดเจน  ด้านหลัง เป็นแบบเรียบ มีเม็ดมวลสารละเอียด และมีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ





องค์ที่ 8 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
พระในการครอบครองของเสือเยื้อน สหายเสือใบและเสือดำ
ได้รับมาจาก อ.นิรันดร โทนุบล (ทายาทของเสือเยื้อน)
ด้านหน้า ผิวหน้า (surface) เนื้อปูนผสมผงแกร่งและแห้งจัด มีคราบน้ำมันผสม หรือคราบว่านออกสีน้ำตาลดำผุดเคลือบอยู่บนผิวหน้า   ด้านหลัง เป็นแบบเรียบ ปรากฏเม็ดสวรขนาดใหญ่จึงทำให้มีรอยยุบย่น มีรากผักชี และมีรอยรูเข็มเป็นธรรมชาติ


อัศจรรย์พลังรัศมีรังสีสายรุ้ง 
ในพระสมเด็จวัดระฆัง
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2555



เมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ผู้เขียนได้พบและพูดคุยกันกับชายผู้หนึ่ง(ผู้มีตาทิพย์) เราได้พูดคุยกันหลายเรื่อง และหนึ่งในหัวข้อที่สนทนากันก็คือ การตรวจสอบพลังออร่า หรือพลังรัศมีรังสีจากพระเครื่องต่างๆ ผู้เขียนเองพึ่งได้อัญเชิญพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่นิยม เนื้อผงผสมปูนที่แห้งจัด แตกลายราน มีร่องรอยการลงรักน้ำเกลี้ยง มีเศษผงทองคำผสมอยู่ในเนื้อพระมากเป็นพิเศษ มีสภาพธรรมชาติที่ดูง่ายมากที่สุดองค์หนึ่ง และมีสภาพพิมพ์ทรงและเนื้อหามวลสารเป็นแบบสากลนิยม 

อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้เขียนได้รับมา จึงได้พิจารณาตามประสบการณ์ด้วยตาเนื้อคือ ส่องด้วยกล้อง 10X เพื่อตรวจสอบทางด้านกายภาพ (Physical) จึงมั่นใจว่า เป็นพระแท้แน่นอน แต่เพื่อการตรวจสอบและยืนยันอีกมิติหนึ่งก็คือ การตรวจสอบพลังออร่าหรือรัศมีรังสีขององค์พระ จากผู้ที่มีญาณในด้วยตาทิพย์ ดังนั้น ผู้เขียนจึงมอบให้ชายผู้มีตาทิพย์ผู้หนึ่ง ช่วยตรวจสอบให้อีกครั้ง ปรากฏว่า ขณะที่ชายผู้นั้นกำพระสมเด็จวัดระฆัง พร้อมกับอธิษฐานจิตและกำหนดจิตตามวิถีของเขา ปรากฏว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เสด็จลงมาจากเบื้องบน มีรัศมีสีทองสว่างไสว สักครู่ปรากฏมีแสงสายรุ้งพุ่งจากสมเด็จโต ไปยังพระสมเด็จวัดระฆังที่อยู่ในมือของเขา มีรัศมีสายรุ้งล้อมรอบองค์พระสมเด็จระยิบระยับ อย่างน่าอัศจรรย์ ชายผู้นั้นถึงกับหมดแรงด้วยพลานุภาพขององค์พระ (เป็นปัจจัตตัง โปรดใช้วิจารณญาณ)





องค์ที่ 9  พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่นิยม 
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"





องค์ที่ 10 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม
เนื้อแก่ผงหนึกนุ่ม เม็ดมวลสารละเอียดปานกลาง 
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"





องค์ที่ 11 พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ปรกโพธิ์
เนื้อผงผสมปูน แกร่ง เม็ดมวลสารละเอียดปานกลาง 
มีคราบน้ำตาล สันนิษฐานว่า เกิดจากน้ำมันผสมหรือน้ำว่านผุดขึ้นมา 
สมบัติของครอบครัว "สิปปภากุล"