หน้าเว็บ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

(023) ธรรมปฏิบัติเชิงท่องเที่ยว ลำปาง 2559 กับ ดร.นนต์





ธรรมปฏิบัติสัญจร ลำปาง  
ดร.นนต์ และศิษย์วัดโคกปราสาท
19 – 25 มิถุนายน 2559

ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ท่านมักให้คติธรรมสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ....

กิเลสทั้งหลาย และธรรมทั้งหลาย ไม่ได้อยู่ในป่า ในถ้ำ ในภูเขา และก็ไม่ได้อยู่ที่วัด หรือในพระไตรปิฎก แต่กิเลสทั้งหลาย และธรรมทั้งหลาย มันก็อยู่ในใจของทุกคนนั้นละ ไม่ต้องไปแสวงหาที่อื่นที่ใดเลย พิจารณาและค้นหาที่ใจตนเองนั้นละ จึงจักพ้นทุกข์ได้”

แม้นพวกเราจักทราบดีตามนั้นแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ เป็นเหตุปัจจัยเฉพาะตน คือ 1) เป็นการไปให้กำลังใจหมู่คณะทีอำเภอแม่ทะลำปางประการหนึ่ง 2) เป็นการไปฝึกตนเองประการหนึ่ง และ 3) เพื่อไปเจริญเมตตาแก่สรรพวิญญาณตามบุญบารมีที่มีประการหนึ่ง ดังนั้น คณะพวกเราอันประกอบด้วย ดร.นนต์ อุบาสิกาป้าหวัง ปลัดจุ๋ม ป้ากอบ ป้าฤทธิ์ จึงได้กราบขออนุญาตหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อไปปฏิบัติธรรมสัญจร ณ อ.เกาะคา และ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นเวลา วัน หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท ท่านมีเมตตาอนุญาตและกล่าวอวยพรว่า....

ดีแล้ว ให้ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้พึ่งตนเอง อย่าได้อาศัยแต่บารมีของครูอาจารย์ ฝึกตนเองให้ดีแล้ว จะได้เป็นครูอาจารย์ฝึกผู้อื่นต่อไป”..... นี้คือปฏิปทาและความเมตตามิมีประมาณ ที่หลวงพ่อคอยอบรมสั่งสอนและให้กำลังใจลูกศิษย์เสมอมา

ตอนที่ 1
ถ้ำและพระธาตุดอยฮาง

ตอนสายของวันที่ 19 มิถุนายน 2559 คณะพวกเราได้กราบลาหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาท ณ คำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ถึงสำนักสงฆ์ป่าเจริญธรรมพูนทรัพย์ราวทุ่มกว่าๆ ค่ำนี้จึงพักภาวนาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ พอตอนเช้าวันที่ 20 มิถุนายน 2559 คณะของพวกเราพร้อมคณะญาติธรรมจากอำเภอแม่ทะ ประกอบด้วย ตุ๊เอ็ม (พระอาจารย์ปรีชา ปุญญกาโม) แม่อุ้ยเงิน และหนานเหลิม มุ่งหน้าสู่ยอดเขาถ้ำดอยฮาง อ.เกาะคา จ.ลำปาง คณะพวกเราได้พักภาวนาอยู่บนยอดเขาสูงชันแห่งนี้อยู่ คืน อย่างไรก็ตาม หลวงตาที่อยู่ข้างล่างบอกว่า บางคณะไม่สามารถอยู่ได้เพราะภูมิเจ้าที่ท่านดูแลอยู่ ส่วนอุบาสิกาป้าหวังบอกว่า ภูมิเจ้าที่ที่นี่ดีมาก พวกเราต่างคนจึงได้เรียนรู้สภาวธรรมแตกต่างกันไป และทุกคนก็ได้ผ่านสภาวะการถูกทดสอบอย่างหนัก(ไม่สามารถเปิดเผยได้) จึงขออนุโมทนาด้วยทุกประการ









ที่ “ถ้ำดอยฮาง” แห่งนี้ ว่ากันว่า ครูบามหาป่าเจ้า หรือพระมหาป่า เกสระปัญโญ (ราวสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา) ได้อาศัยพักภาวนาจนมีธรรมและมีอภิญญา สามารถเหาะไปบิณฑบาตที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า แล้วกลับมาฉันอาหารที่วัดไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง เป็นประจำ ดังตำนานและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับกะลาสองซีก

อย่างไรก็ตาม เมื่อคราวที่หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พาคณะลูกศิษย์มาพักภาวนาอยู่ที่พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง เมื่อปี 2556 ชาวโลกทิพย์ได้มาเล่าเรื่องราวของครูบามหาป่าเจ้าให้หลวงพ่อฟัง ว่าเป็นดังตำนาน และบอกว่า ครูบาเจ้าตนนี้ท่านบำเพ็ญโพธิญาณ ท่านปรารถนาพุทธภูมิองค์หนึ่ง ส่วนรายละเอียดของครูบาเจ้าตนนี้ ลองค้นหาในกรูเกิลกันเอาเองนะครับ

หลังจากคณะพวกเราลงจากถ้ำดอยฮางแล้ว ได้ไปแวะเที่ยวชมและกราบพระที่วัดไหล่หิน และวัดพระธาตุลำปางหลวงตามลำดับ แล้วจึงมุ่งหน้าสู่วัดพระธาตุดอยแก้ว อ.แม่ทะ จ.ลำปางต่อไป






ตอนที่ 2
ยอดเขาพระธาตุดอยแก้ว

คืนวันที่ 22 มิถุนายน 2559 คณะพวกเราได้พักค้างคืนภาวนากันบนยอดเขา ณ บริเวณวัดร้าง "วัดพระธาตุดอยแก้ว" อ.แม่ทะ จ.ลำปาง การภาวนาที่วัดแห่งนี้ มีเรื่องราวเป็นคติธรรมเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ

ในราวเวลาตีหนึ่งกว่าๆ ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งเดินจงกรมอยู่ห่างจากหมู่คณะหลายร้อยเมตร ในเวลานั้น แม่อุ้ยเงินท่านก็กำลังภาวนาจงกรมอยู่ใกล้ศาลาวัด ขณะที่จิตท่านสงบ กายเบาเหลือแต่ผู้รู้ หูก็ได้ยินเสียงคนเดินดังมาแต่ไกลชัดเจนมาก (ตอนจิตไม่สงบจะไม่ได้ยิน) ในใจท่านคิดว่าคงไม่มีผู้ใดไปเดินจงกรมอยู่หน้าวัด(ถนนบนสันเขา) ใจคิดว่า น่าจะเป็นเสียงของวิญญาณ เพราะผู้คนเล่าลือว่าผีดุ ท่านจึงเดินภาวนาไปและแผ่เมตตาออกไป แผ่ออกไปเท่าไร เสียงนั้นก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม่อุ้ยจึงแผ่เมตตาพร้อมกับออกเสียง "สัพเพสัตตา อะเวราโหนตุฯ" แต่เสียงเดินนั้นยิ่งใกล้เข้ามาอีก แม่อุ้ยจึงรีบเดินหันหลังกลับศาลาพร้อมกับเปล่งเสียงสัพเพสัตตาดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียงคนเดินก็ยิ่งใกล้ประชิดเข้ามาอีก ใจก็สั่นสะท้านเสียงสัพเพสัตตาก็ว่าผิดๆถูกๆ ซึ่งในเวลาขณะนั้น บุรุษผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินกลับมายังศาลา สังเกตเห็นแม่อุ้ยว่าท่านคงกลัวเป็นแน่ เขาจึงพูดออกไปว่า.... "แม่อุ้ยเป็นหยังกลัวหยังละ ถึงสัพเพสัตตาเสียงดังแท้" .... เพียงแค่นี้ แม่อุ้ยถึงกับหัวเราะออกมา สติก็คืนกลับมาดังเดิม เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องเล่าให้หมู่คณะได้หัวเราะกันทั้งวัน และนับเป็นคติธรรมเตือนใจนักภาวนาเป็นอย่างดี

ความจริง "แม่อุ้ยเงิน" มารดาของตุ๊เอ็มแห่งแม่ทะผู้นี้ หลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทเคยบอกว่า แม่อุ้ยเป็นนักภาวนาที่มีภูมิธรรมสูงผู้หนึ่ง สามารถกราบไหว้ท่านได้ แต่จากเหตุการณ์นี้ จึงทำให้ทราบว่า แม่อุ้ยท่านยังติดกิเลสในความกลัวตายอยู่ อันนี้ท่านก็รู้ตัวและจะแก้ไขตนเองต่อไป จึงขออนุโมทนากับแม่อุ้ยทุกประการ

เรื่องทำนองนี้ หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ท่านมักสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า... "เป็นนักภาวนา เกิดอะไรขึ้น ขอให้มีสติ พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดีเสียก่อน ว่ามันคืออะไร ใจต้องมีความหนักแน่น ให้เชื่อในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ พิจารณาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยเหตุด้วยผลเสียก่อน มิใช่เอะอะ เกิดอะไรขึ้นก็ตกใจกลัว ขาดสติเตลิดเตลยไปทั่ว มันจะทำให้เสียสติวิปลาสได้"





ตอนที่ 3
ถ้ำแจ้ง และม่อนพระธาตุ

23 มิถุนายน 2559 คณะพวกเราไปพักค้างคืนภาวนากันที่บริเวณถ้ำแจ้ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง สถานที่แห่งนี้ ผู้เขียนเคยมาเยือนและมาพักภาวนาแล้วหลายครั้ง รวมถึงหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พระสุปฏิปันโนแห่งวัดโคกปราสาท ก็เคยพาคณะลูกศิษย์มาพักภาวนาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2557 ในครั้งกระนั้น หลวงพ่อเมตตาเล่าให้ทุกคนฟัง ดังข้อความที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้เมื่อปี 2557 พอสรุปได้ว่า...

อดีตฤาษีผู้มีเมตตา
และพญากวาง เมื่อ 20,000 ปี

เมื่อราว 20,000 ปีที่ผ่านมา ที่ถ้ำแจ้งแห่งนี้ มี “บุรุษผู้หนึ่ง” ที่นั่งอยู่ข้างหน้าหลวงพ่อนี้ เคยเป็นฤาษีบำเพ็ญภาวนาแล้วก็ตาย กระดูกก็กองอยู่ในถ้ำนี้ ฤาษีตนนี้มีฤทธิ์อภิญญาและก็มีเมตตามาก ในยุคสมัยนั้น หลวงพ่อได้เกิดเป็นพญากวางเวียนว่ายตายเกิดเป็นพญากวางอยู่ห้าชาติ มีอุบาสิกาสำรวย เป็นนางพญากวาง และผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยทั้งหมดนี้ ก็เป็นบริวารกวาง กวางและสัตว์ป่าทั้งหลายก็ได้อาศัยบารมีของฤาษีตนนี้ จึงมีความสงบสุขร่มเย็นเรื่อยมา แม้แต่เสือก็ไม่ทำร้ายสัตว์อื่นใดที่อยู่ในบริเวณรอบๆถ้ำแจ้งนี้ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า... “ชีวิตของเราเวียนว่ายตายเกิด ผูกพันและสร้างสมบุญบารมีมาด้วยกัน ผู้ที่ยังติดค้างอยู่จึงน่าสงสารมาก หลวงพ่อจึงต้องลำบากพาพวกเรามาถึงที่นี่” ... สุดท้ายหลวงพ่อก็หันไปบอกบุรุษผู้นั่งอยู่ข้างหน้าของท่านว่า... “ไปนั่งภาวนาในถ้ำ แล้วโปรดฤาษีบริวารของตัวเองเอาเด้อ ส่วนพวกกวางและสรรพวิญญาณทั้งหลาย หลวงพ่อจะโปรดพวกเขาเอง บริวารของใครของมัน”

ถ้ำแจ้งในวันนี้

ส่วนการมาของคณะพวกเราในครั้งนี้ เป็นการย้อนกลับมาแวะเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ทีแรกพวกเราตั้งใจกันว่าจะขึ้นไปภาวนากันในถ้ำแจ้ง แต่ถ้ำแจ้ง ณ วันนี้ได้เปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อนไปมาก เพราะได้มีพระรูปหนึ่งมาอาศัยทำกิจกรรมบางอย่าง เมื่อพวกเราพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่เหมาะสำหรับพวกเรา จึงตัดสินใจลงมายังบริเวณด้านล่าง ซึ่งอยู่ติดกับภูเขาอีกลูกหนึ่ง ดังอุบาสิกาป้าหวังบอกว่า “พวกเทวดาเขาพากันย้ายมาอยู่เขาลูกนี้ เขาจึงขอเชิญพวกเรามาภาวนากันทางนี้”

การภาวนาของพวกเราในค่ำคืนนี้ บรรยากาศก็เย็นสบาย จิตก็เข้าสู่สภาวะความสงบได้ไว อาจเป็นด้วยภูมิบารมีของเหล่าพรหมเทวดาที่นี่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากพวกเราจะได้พบกับสภาวะความสงบ และสภาวธรรมอันน่าปีติเฉพาะตนแล้ว ในช่วงดึก คณะพวกเรายังได้เผชิญกับวิญญาณร้ายและเหล่าอสูรมนต์ดำ บ้างก็มาเปิดรูดซิบเต็นท์เสียงดัง จากเต็นท์นี้ไปยังเต็นท์นั้น บ้างก็โผล่หน้ามาทำเสียงแฮ่ๆ... บ้างก็มาในรูปร่างวิญญาณและควันดำ เสมือนเป็นการมาทดสอบคณะพวกเรา แต่ด้วยความเมตตาและบารมีธรรมร่วมกัน คณะพวกเราก็สามารถผ่านการทดสอบนี้ไปได้อีกวาระหนึ่ง ส่วนความจริงแท้จะเป็นเช่นไร ก็ขอปล่อยวางไว้ ให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน




แสงสว่างของลูกแก้วพญานาค  

หลังจากนั้น ในตอนสายของวันที่ 24 มิถุนายน 2559 คณะพวกเราได้เดินทางไปแวะพักผ่อนบนยอดเขา “ม่อนพระธาตุ” ที่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำแจ้งมากนัก บนยอดเขาแห่งนี้ ว่ากันว่า มีปล่องทางเข้าออกของพญานาค ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ทุกวันพระใหญ่ ชาวบ้านจะเห็นลูกแก้วสีเขียวมรกตส่องสว่างไสว ลอยออกมาจากปล่องนี้ให้เห็นเป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ม่อนพระธาตุ” เพราะคิดว่า เป็นแสงสว่างของพระบรมสารีริกธาตุ แต่ความจริงแล้ว พญานาคได้มาเล่าให้หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร ฟังเมื่อคราวที่หลวงพ่อพาคณะลูกศิษย์มาพักภาวนาสัญจร ณ อ่างน้ำที่อยู่ตีนเขาลูกนี้ เมื่อปี 2555 คราวกระโน้น พญานาคตนนี้ ได้มาแสดงฤทธิ์ด้วยการเนรมิตลมหมุนพัดกระหน่ำมาบริเวณที่พัก พร้อมกับได้มากราบฟังธรรมและเล่าเรื่องราวให้หลวงพ่อฟังว่า... ที่ชาวบ้านเห็นแสงสว่างลอยขึ้นบนยอดเขานี้ ที่จริงเป็นแสงสว่างของลูกแก้วของเขาเอง และเขาอยากถวายลูกแก้วนี้แก่หลวงพ่อ แต่หลวงพ่อได้ปฏิเสธไป




อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองได้ติดตามหลวงพ่อ ออกปฏิบัติธรรมสัญจรเป็นครั้งแรก จึงได้รับรู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นทุกประการ ขณะเดียวกัน ก็ได้รับอุบายธรรมจากหลวงพ่อ จึงได้พบกับสภาวธรรมเบื้องต้นเป็นครั้งแรก ดังที่ผู้เขียนได้บันทึกเรื่องราวไว้เมื่อปี 2555 ว่า....

สภาวธรรมครั้งแรก  
ณ อ่างน้ำเชิงเขาม่อนพระธาตุ เมื่อปี 2555

ในค่ำคืนวันที่ เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ขณะที่ผมนั่งภาวนาอยู่ใกล้ๆกับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร อาจด้วยความเกรงในการหยั่งรู้วาระจิตของท่าน จึงทำให้ผมระวังในการภาวนา และระวังในความคิดทั้งหลาย ที่จะไปกระทบกับองค์ท่าน เพราะเข้าใจว่าท่านกำลังตามดูจิตของเราอยู่ ตลอดเวลาผมจึงมีสติตามรู้อาการที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะทั้งหก ขณะใดจิตมันเฉออกไปคิดนอกการรับรู้ สติก็ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันได้เร็วขึ้น จิตมันพูดขึ้นมาเองว่า... “เฮ้ย จิตมันไถลออกไปแล้ว"... เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยครั้ง แรกๆก็เข้าสู่ภวังค์นานหน่อย คิดเถลไถลออกไปก็ใช้เวลาเกือบนาที จึงสามารถดึงกลับมาได้ นานเข้าสติมันดึงกลับมาได้ไวในเพียงไม่กี่วินาที สมาธิจึงตั้งมั่นได้ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นประการหนึ่งก็คือ เนื่องจากการปฏิบัติธรรมสัญจรในครั้งนี้ ทุกคนต้องถือศีลแปด และรับประทานอาหารเช้ามื้อเดียว ผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยจึงเกิดอาการหิวขึ้น ดังนั้น ในขณะที่ภาวนา ปรากฏว่าท้องของผมมันร้องดังขึ้น ทันใดนั้น จิตมันเห็นภาพถ้วยกาแฟที่สวยงามปรากฏขึ้น แถมยังส่งกลิ่นหอมขึ้นมาอีก (เหมือนจริงมาก) แต่สติระลึกรู้ได้ทันท่วงทีเช่นกันว่า... “เฮ้ย มึงเป็นกิเลสนี่ มึงปรุงขึ้นมา กูทุบมึงเดี๋ยวนี้”.... ปรากฏว่าถ้วยกาแฟแตกกระจายตามที่จิตสั่งทันที แต่แล้วถ้วยกาแฟพร้อมกลิ่นหอมก็ปรากฏขึ้นมาอีก จิตก็ทุบมันแตกเปรี้ยงไปอีก เกิดขึ้นเร็วก็ทุบเร็ว สู้กันไปหลายนาที ไม่นาน มี "ผู้รู้" ผุดขึ้นมาว่า... “เฮ้ย กูปรุงกิเลสขึ้นมาทั้งคู่นี่ กูปรุงถ้วยกาแฟพร้อมกลิ่นหอมขึ้นมาเอง แล้วกูก็ปรุงจิตไปทุบมัน โอ้ตายแล้ว มันเป็นกิเลสทั้งคู่นี่”... ทันใดนั้น ทั้งภาพถ้วยกาแฟและการทุบถ้วยมันก็อันตรธานหายไปในพริบตา เรื่องที่ผ่านมาเมื่อสักครู่มันถูกตัดขาดไปเป็นอัตโนมัติ ยังเหลือแต่ความสงบสว่างและเบาสบาย พร้อมสติก็ยังตั้งมั่นเฝ้าดูสภาวะนั้นอยู่ จิตก็รำพึงไปว่า... “สภาวะเช่นนี้ ใครจะรู้หรือไม่รู้ด้วยก็ชั่ง เรารับรู้มันแล้ว เราเห็นมันแล้ว ประเดี๋ยวมันก็จะดับไป”....

หลังจากนั้น กำลังใจมันก็เกิดขึ้น มีพลังเกิดขึ้น ความเจ็บปวดแลเวทนาทั้งหลายก็หายไป มีพลังปีติอิ่มเอิบมาแทนที่ นี่ขนาดอาการที่เกิดขึ้นกับเรา มันเป็นเพียงเบื้องต้น เป็นเรื่องขี้ประติ๋ว เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาของพระอริยเจ้า แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับนักภาวนามือใหม่อย่างเรา เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตของการเป็นนักภาวนา หลังจากออกสมาธิแล้ว หลวงพ่อท่านเอ่ยกับผมว่า... “ดีแล้ว เร่งเอาเด้อ มาถูกทางแล้ว”...

ตามความเห็นของผมก็คือ "สติ" เป็นบาทฐานของสมาธิ และทำให้เกิดปัญญารู้ทันกิเลส จึงทำให้ตัดกิเลสที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาได้โดยอัตโนมัติ เป็นการมีสติระลึกรู้ในปัจจุบันกาล ที่พระพุทธองค์ทรงเน้นนักเน้นหนาให้พวกเราปฏิบัติตาม ผมพึ่งมาถึงบางอ้อ และเริ่มรู้จริตของตัวเองก็ในคราวนี้ ผลานิสงส์ของการถือศีลแปดและการอดอาหาร และการติดตามพระผู้สิ้นอาสวกิเลสแล้ว จึงทำให้พบกับสภาวะธรรมเช่นนี้ได้

หลังจากนั่งสมาธิแล้ว หลวงพ่อบอกให้ผมไปเดินจงกรมในราวเที่ยงคืน ผมเดินอยู่คนเดียวใกล้กับตลิ่งริมน้ำ ผมเดินจงกรมเกือบชั่วโมง มีสติรู้เท่าทันอายตนะและพิจารณาธาตุทั้งสี่สลับกันไป และในขณะหนึ่ง เมื่อผมเดินไปสุดทางจงกรม ผมได้ยืนพร้อมหลับตาเพื่อเข้าสู่ความสงบ ทันใดปรากฏมีภาพพื้นดินสีขาวนวล เสมือนเป็นการเกิดใหม่ของภูเขาลูกนี้ปรากฏขึ้น แบบค่อยๆชัดขึ้นมาเหมือนกับภาพหนังฉาย พร้อมกับเปลี่ยนสภาพไปเป็นป่า ค่อยๆปรากฏก้อนหิน ดิน หญ้า ต้นไม้ มีหนองน้ำ ต้นไม้เกิดแล้วก็ตายไป ภาพเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เป็นภาพย้อนอดีตตั้งแต่การเกิดขึ้นของผิวโลกบริเวณนี้ แต่เนื่องจากเป็นภาพนิมิตครั้งแรกในขณะภาวนา จึงไม่แน่ใจว่า นี่คืออุปทานหรือไม่ ผมจึงลองกำหนดจิตไปดึงเอาภาพตึกสมัยใหม่ มาใส่แทนภาพที่กำลังเกิดขึ้น แต่ทำอย่างไร ภาพตึกก็ไม่เข้ามา มีแต่การเปลี่ยนแปลงของบริเวณนั้น ปรากฏเป็นฉากๆ ขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในจิตก็พิจารณาเห็นความเป็นอนิจจัง มีความเปลี่ยนแปลงไปไม่สิ้นสุด มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ก็ถอนออกมา แล้วเดินจงกรมต่อไป เมื่อมาถึงปลายทางอีกด้านหนึ่ง ก็หยุดยืนมองไปที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งแล้วหลับตา ก็เกิดภาพทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนกับจุตูปปาตญาณเบื้องต้น หรือจะเรียกว่าญาณอะไรก็ไม่ทราบได้ ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะผมรู้ตัวเองว่า มันเป็นสิ่งใหม่ และเป็นสิ่งที่ยังไม่เที่ยง มันอยากเกิดก็ให้มันเกิด มันอยากดับก็ให้มันดับ เรามีหน้าที่ภาวนาก็ขอภาวนาต่อไป

และในวันเดินทางกลับ ก็ปรากฏหูได้ยินเสียงบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ แต่รับรู้กันกับหลวงพ่อและอีกสองสามคนเท่านั้น และเสมือนมีการรับรู้ทางจิตจากหลวงพ่อได้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่แจ่มแจ้ง แต่ก็นับเป็นกำลังใจสำหรับมือใหม่อย่างผม ทั้งหมดทั้งหลายที่ผมเล่ามานี้ ผมคิดว่า มันคือผลที่เกิดจากการที่เราได้ภาวนาถูกทาง ตามพี่พระพุทธองค์ได้วางแนวทางเอาไว้ และตามแนวทางที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้แนะนำสั่งสอน คือ การมีสติระลึกรู้นั่นเอง (บันทึก 27 เมษายน 2555)





ตอนที่ 4
พระธาตุดอยสาร

คืนวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ดร.นนต์ และคณะศิษย์วัดโคกปราสาท รวมทั้งญาติธรรมชาวแม่ทะ ได้เดินทางไปพักค้างคืนภาวนากันบนยอดเขา ณ “พระธาตุดอยสาร” บ้านน้ำโท้ง ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อคณะพวกเราไปถึง ดูมีคลื่นปีติของชาวโลกทิพย์สื่อสารเข้ามา ส่วนอุบาสิกาสมหวังก็บอกว่า... “สถานที่ใดมีพระธาตุเจดีย์ บริเวณนั้นจะมีพรหมเทวดามาดูแลรักษา”...

พอตกกลางคืน ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พวกเราจึงได้อาศัยศาลาข้างเจดีย์เป็นที่ภาวนาตามอัธยาศัย ส่วนอุบาสิกาสมหวังและป้ากอบ ได้ไปกางเต็นท์ภาวนาตากฝนอยู่ข้างเจดีย์ เพื่อฝืนกายและฝึกจิตฝึกใจสู้กับกิเลส ท่านนั่งภาวนาดูใจตนเอง ท่ามกลางสายฝนตลอดทั้งคืน ไม่ต้องหลับต้องนอน พอตอนเช้า ท่านเล่าให้ฟังว่า... “คืนนี้จิตสงบดี เพราะได้อาศัยเสียงน้ำฝนและความหนาว จิตจึงตื่นอยู่ตลอดเวลา ก็คุ้มค่ากับการตากฝนอยู่”

หลังจากอาหารเช้าแล้ว คณะพวกเราเดินทางกลับวัดโคกปราสาท จึงเป็นการสิ้นสุดวาระธรรมปฏิสัญจรเชิงท่องเที่ยว ณ อ.เกาะคา และ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นเวลา คืน เป็นการสิ้นสุดวาระบุญกุศลอีกวาระหนึ่ง ดังนั้น บุญกุศลใดๆ ที่คณะพวกเราได้ร่วมกันปฏิบัติมา จงแผ่อานิสงส์แด่ท่านทั้งหลาย ด้วยทุกประการ สาธุ อนุโมทามิ







ขอเชิญร่วมบุญบูรณะพระธาตุดอยสาร

อนึ่ง... พระธาตุดอยสารองค์นี้ สร้างขึ้นมานานเกือบร้อยปี เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ในปัจจุบัน องค์พระธาตุมีความทรุดโทรมลงไปมาก มีสภาพแตกปริร้าวไปทั่ว ชาวบ้านและชาวศรัทธา จึงได้ร่วมกันบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยการสร้างครอบองค์เดิมให้ใหญ่ขึ้น และได้อาศัยปัจจัยจากชาวบ้านไปตามอัตภาพ ดูแล้วก็น่าจะใช้เวลาอีกนานพอควร ดังนั้น คณะพวกเราจึงได้ร่วมกันถวายปัจจัยจำนวนหนึ่ง เพื่อร่วมบูรณะพระธาตุดอยสาร และด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ เป็นสะพานบอกบุญมายังผู้ศรัทธาทั้งหลาย ได้ร่วมบุญกันบูรณะพระธาตุดอยสาร ร่วมกันอีกวาระหนึ่ง โดยสามารถโอนเงินปัจจัยไปยังบัญชีของตุ๊เอ็ม ดังนี้

บัญชี : พระปรีชา สุริยา (พระปรีชา ปุญญกาโม)
528-0-15581-0
ธนาคารกรุงไทย ออมทรัพย์



หมายเหตุ... เรื่องราวทั้งหมดนี้ ขอให้อ่านเป็นนิทานธรรม อย่าได้เอาไปเป็นครูอาจารย์ เพราะเป็นเพียงประสบการณ์ของผู้ยังค้นหาธรรมอยู่ ขอให้เอา “พระพุทธเจ้า” เป็นครูอาจารย์เท่านั้น

ขออนุโมทนา และขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
กรฏฎาคม 2559

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

(022) ทำไมต้องไปกัมพูชา 3 หน




นิมิตธรรม "กัมพูชา"
นิทานธรรมย้อนหลังปลายปี 2558

ท่านทั้งหลาย นิทานธรรมเรื่องนี้ สมมุติว่า หลังจากบุรุษผู้หนึ่งได้เดินทางกลับมาจากการไปเยือนเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา เมื่อกลับมาแล้ว ในช่วงกลางคืนนิมิตว่า มีวิญญาณที่กัมพูชาทั้งฝ่ายสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิสื่อสารเข้ามา ฝ่ายดีก็ขอบคุณอนุโมทนา ฝ่ายไม่ดีก็มุ่งเข้ามาทำร้าย และโดยเฉพาะ มีอสูรกายรูปร่างใหญ่หลายตนมุ่งเข้ามาทำร้าย ประหนึ่งว่าเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติไหนๆ บุรุษผู้นี้ไม่หวั่นไหวจึงได้แผ่เมตตาออกไป แต่พวกเขากลับไม่รับความเมตตาใดๆ มีแต่พากันขยับตัวมุ่งจะเข้ามาทำร้ายถ่ายเดียว บุรุษผู้นี้จึงเอ่ยคาถาออกไปว่า...

สัพพะพุทธา นุภาเวนะ
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต "

เหล่าอสูรร้ายพากันหยุดชะงักและถอยกลับไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่นานพวกเขาก็กลับเข้ามาใหม่ พร้อมกับยกเท้าอันใหญ่มหึมา กะว่าจะเหยียบเขาให้จมธรณี บุรุษผู้นี้จึงเปล่งเสียงอันดังออกไปว่า...

นะบัง โมบัง พุทโธบังหน้า ธัมโมบังหลัง สังโฆบังข้าง "

(หมายเหตุ... คาถาพ่อท่านลีและหลวงปู่เหลืองท่านว่า... นะบัง โมบัง พุทโธบังหน้า ธัมโมบังหลัง...... บุรุษผู้นี้ขอโอกาสพ่อแม่ครูอาจารย์ต่อเติมอีกคำว่า...สังโฆบังข้าง)

ปรากฏว่า เหล่าอสูรร้ายหายวับไปกับตา ไม่มีวิญญาณร้ายเข้ามาก่อกวนอีกเลย มาถึงตรงนี้ จิตสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีราวเกือบตีสี่ จึงลุกขึ้นมาภาวนาต่อ ขณะภาวนาพิจารณาไป ขนก็ลุกซาบซ่านไปทั้งตัว จากเหตุนี้ จึงทำให้ทราบว่า คาถาที่ใช้ปราบผีร้ายหรือป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์คับขันนี้ก็คือ คาถาที่หลวงปู่เหลือง ฉันทาคโม ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อท่านลี ธัมมธโร ขณะที่ท่านพักอยู่ที่วัดป่าคลองกุ้ง จันทบุรี เพื่อใช้ป้องกันตัวเวลาท่านออกธุดงค์ไปกัมพูชา

วันถัดมาในช่วงเย็น เขาได้นั่งภาวนาและต่อด้วยการเอนกายนอนภาวนา เสมือนหลับไป ไม่นานจิตก็ถอนออกมา นิมิตย้อนกลับไปยังประเทศกัมพูชาอีกครั้ง จิตท่องไปก็หลายที่ อาทิ ทั้งเสียมเรียบ พระตะบอง หรือศรีโสภณ และสุดท้ายได้ย้อนกลับไปเห็นภาพเมืองเก่าแห่งหนึ่ง มีปราสาทหินอยู่ด้วย รอบปราสาทหินมีสระน้ำรายรอบ เห็นผู้คนมากมายแต่งกายแบบคนโบราณ ผิวพรรณก็บอกว่าเป็นชาวเขมร ขณะที่บุรุษผู้นี้ยืนดูอยู่ มีสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งบอกให้เขาดูเรื่องราวต่อไปนี้ ประหนึ่งว่าจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย เธอเนรมิตให้เห็นเรื่องราว ภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็คือ มีสตรีนางหนึ่งคล้ายนางสนม หรือนางกำนัล กำลังกดเด็กชายผู้สูงศักดิ์ให้จมน้ำตาย แล้วเสแสร้งร้องโวยวายว่า เด็กจมน้ำตาย คล้ายกับว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพื่อต้องการให้อีกผู้หนึ่งขึ้นเป็นทายาทสืบทอดอำนาจแทน บรรยากาศก็ดูวุ่นวายเหมือนกับในนิยายโบราณ เขายืนพิจารณาดูอยู่ ก็ได้แต่สงสัยในใจว่า เอ...มันจะเป็นเรื่องจริงหรือสตรีนางนั้นจึงบอกเขาว่า... "ขอให้ท่านเปิดทีวีดูข่าว แล้วจะเห็นเรื่องราวปราสาทหินนั้น เพื่อเป็นพยานให้ท่านรู้ว่า นี้คือเรื่องจริง" เมื่อเธอกล่าวจบ พลันจิตของเขาก็ถอนตื่นขึ้นมาทันที

เมื่อจิตถอนตื่นขึ้นมาแล้ว ดูเวลาก็เกือบหกโมงเย็น จึงรีบเปิดทีวีดู จึงเห็นรายการข่าวของ คสช มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พูดเรื่องการร่วมมือทางด้านศิลปวัฒนธรรมกับประเทศกัมพูชา พร้อมกับฉายสารคดีเกี่ยวกับปราสาทหินในประเทศกัมพูชาหลายแห่ง ไล่ไปตั้งแต่เมืองเสียมเรียบ พระตะบอง หรือศรีโสภณ โดยมีฉากหลังคือปราสาทหินแห่งหนึ่ง อยู่ระหว่างชายแดนไทยกัมพูชา ปราสาทหินแห่งนี้เหมือนในนิมิตทุกประการ มีสระน้ำรายรอบปราสาท เมื่อมาถึงตรงนี้ บุรุษผู้นี้ถึงกับอุทานว่า "อือ...จริงด้วย สงสัยเราจะต้องกลับไปอีก" อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงก็ชั่ง เขาก็ได้ถือโอกาสนี้ นำมาพิจารณาเป็นอุบายธรรมไปตามประสาว่า....

"การเป็นผู้มีอำนาจก็ทุกข์ การเสียอำนาจก็ทุกข์ ความเป็นใหญ่ก็ทุกข์ ความเป็นผู้น้อยก็ทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยหรือศาสนาใดๆ ความอิจฉาริษยาและแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ฆ่ากัน อาฆาตแค้นกัน ก็มีให้เห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย แล้วเมื่อไรจะพากันพ้นทุกข์กันได้สักที พิจารณาไปเท่าไร ใจก็สังเวชทั้งตัวเองและสัตว์โลกทั้งหลายว่า เราก็ทุกข์ไม่ต่างกันกับท่านหรอก หากมีโอกาส เราจะกลับไปแผ่เมตตาแก่พวกท่านอีก"

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์


28 มีนาคม 2559



ทำไมต้องไปกัมพูชา หน

ทำไมต้องไปกัมพูชา? ...
กิเลสไม่ได้อยู่ที่กัมพูชา ...
ธรรมะก็ไม่ได้อยู่ที่กัมพูชา ...

"...จั่งว่าไป เพราะใจมันยินดีพอใจที่จะไป
หนึ่ง... "ไปเที่ยว" ตามประสาเฉยๆ
สอง... "บุพกรรมอดีต" มันพาไป
เมื่อไปแล้ว หากมีสติ มีปัญญา ก็พิจารณา "โลกธรรม"
หากไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ก็สักแต่ว่า "กิเลสมันพาไป"
ก็สุดแท้แต่อัธยาศัยของใครของมัน..."

หมายเหตุ... ธรรมะเชิงท่องเที่ยวในครั้งนี้ ไม่มีวาระพิเศษอะไร เมื่อไปแล้ว เห็นแล้ว ก็ใช้โอกาสพิจารณาโลกพิจารณาธรรมไปตามประสา เมื่อมีเวลาบ้าง ก็พากันภาวนาแผ่เมตตาไปตามปรกติวิสัย พอตกกลางคืน ก็มารวมกันปฏิบัติภาวนาบูชาคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งเพื่อเป็นการฝึกสติ ฝึกอินทรีย์ จนสว่างกันทั้งสองคืน เพราะพวกเราตระหนักว่า แม้จะเป็นการไปท่องเที่ยว แต่การฝึกปฏิบัติทางจิตภาวนา พวกเราก็ไม่เคยขาด เพราะพวกเราทำตามคำสอนของหลวงพ่อแห่งวัดโคกปราสาทว่า...

"ขี้เกลียดก็ทำ ขยันก็ทำ อยู่ที่ไหนๆ เวลาใดๆ ก็ทำ ทำเป็นปรกติวิสัยเท่าที่ทำได้" ....

ส่วนผลปฏิบัติจะเป็นอย่างไร การรู้เห็นภายในมันก็เป็นปัตจัตตัง ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของใครของมัน เพราะสุดท้าย สิ่งทั้งหลายมันก็เป็นอนัตตา จึงขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
21 เมษายน 2559















วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

(021) สิปปธรรม และนิมิตปริศนาธรรม 2559



ภาพชื่อ : จตุคามรามเทพ ศรัทธาหรือว่าหลง
เทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด : ๘๐ ๖๐ ซ.ม.
ปีที่สร้าง : ๒๕๕๐
ศิลปิน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
ร่วมแสดง : ศิลปะนานาชาติ ณ กรุงอินชอน เกาหลีใต้ ปี ๒๕๕๑


☀️✨ นิมิตปริศนาธรรม ๒๕๕๙ ☀️
"ศาสนาพุทธหรือศาสนาเทพ"

ท่านทั้งหลาย เมื่อไม่กี่วันมานี้ บุรุษผู้หนึ่งนิมิตว่า เขาเห็นโบสถ์อยู่หลังหนึ่ง ดูภายนอกสงบดี จึงคิดว่าจะเข้าไปนั่งภาวนาสักหน่อย พอเดินเข้าไปกลับเห็นสมมุติสงฆ์กำลังนั่งทำพิธีดูดวง สะเดาะเคราะห์ ปะพรมน้ำมนต์ แจกของขลัง กระทั่งการโฆษณาชวนเชื่อ ประหนึ่งเป็นงานแสดง "สินค้า" ศาสนากลายเป็น "ธุรกิจบุญ" จึงดูวุ่นวายอลหม่าน เขาจึงรีบถอยออกมา เมื่อพ้นมาแล้วกลับมองเห็นผู้คนหลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ศาลาอันโอ่อ่าหลังนี้ก็เต็ม วิหารหลังโน้นก็เต็ม บริเวณโดยรอบก็เต็ม บริเวณนี้ก็มีรูปปั้นเทพ เจ้าแม่ แลพญานาค แลไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คน ทั้งหญิงชายทุกเพศทุกวัย ต่างถือดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย พานบายศรี และเครื่องเซ่นไหว้ บ้างก็แห่ร่างทรงเจ้าแม่ บ้างก็องค์ลงประทับ ดูอึงคะนึงวุ่นวายไปทั่ว บุรุษผู้นี้จึงได้แต่ทอดถอนหายใจ ทำไมจึงเป็นไปได้ขนาดนี้ นี่มันยุคอะไรกันนะ นี่มันพุทธหรือเทพกันแน่ พระก็ชั่งเป็นไปได้ ไม่สงสารศาสนาของพระพุทธเจ้าบ้างหรืออย่างไร ใจรำพึงรำพันแล้วจึงรีบหลีกหนี ก็พอดีกับจิตตื่นขึ้นมา

เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ก็มานั่งพิจารณาว่า อ๋อ...โลกส่วนใหญ่เขากำลังเป็นอยู่อย่างนี้ โลกส่วนน้อยของเราจึงแตกต่างจากเขา เขาก็พอใจในส่วนของเขา เราก็พอใจในส่วนของเรา แม้ความสงบจะหายากขึ้นก็ตาม เราก็ยินดีที่จะประพฤติปฏิบัติตามแนวของพระพุทธเจ้า เพราะโลกเขาเป็นไปตามอนิจจัง ดังหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านก็ได้พยากรณ์ไว้แล้วว่า ต่อไปนักกัมมัฏฐานเราจะหาที่สัปปายะได้ยากขึ้น การปฏิบัติภาวนาก็จะยากขึ้น และจะหาพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ยากขึ้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว เราก็ได้แต่เวทนาสงสารสัตว์โลก ไปตามประสาของเรา

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙



ภาพชื่อ : อาหารคนจน
เทคนิค : สีน้ำมันบนแคนวาส
ขนาด : 100 x 65 ซ.ม.
ปีที่สร้าง : 2546
ศิลปิน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล


 สิปป(ศิลปะ)ธรรม 
"อาหารคนจน"

 "อาหารคนจนก็เป็นแบบของคนจน
อาหารคนรวยก็เป็นแบบของคนรวย
ด้วยชาวโลกเขาสมมุติแบ่งแยกฐานะกัน
แต่พระพุทธเจ้ามิได้แบ่งแยกผู้คนด้วยความจนหรือความรวย
ท่านบิณฑบาตได้อาหารอย่างหยาบ ท่านก็เสวยได้
ท่านบิณฑบาตได้อาหารอย่างดีปราณีต ท่านก็เสวยได้
ท่านมิได้ยินดีหรือยินร้ายในอาหารดีหรือเลว
ท่านนับถือผู้คนที่คุณธรรม มิใช่ที่อาหารหรือฐานะ
แต่ผู้คนส่วนมากมิได้คิดเช่นนั้น
โลกมันจึงวุ่นวายมิสิ้นสุด" 

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

 หมายเหตุ... ผลงานนี้ จะร่วมแสดงนิทรรศการผลงานคณาจารย์ศิลปกรรม ในนามกลุ่ม "เทคโนโคราช" ครั้งที่ ณ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 20 เมษายน - 10 พฤษภาคม 2559